เกี่ยวกับเพลงโหมโรง 1


“เพลงโหมโรง” เป็นชื่อเรียกชนิดเพลงที่เบื้องต้นบอกไว้ชัดเจนว่าใช้สำหรับเริ่มการแสดงคือการประโคมโรงก่อนการแสดง ซึ่งสอดคล้องกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่ให้ความหมายไว้ว่า “(๑) น. การประโคมดนตรีก่อนมหรสพลงโรง, (๒) น. เพลงเริ่มต้นของการบรรเลงหรือการแสดง เพื่อบอกให้ทราบว่าพิธีหรืองานนั้นได้เริ่มขึ้นแล้ว แบ่งเป็นหลายชนิดตามลักษณะของงานมหรสพที่แสดง และการบรรเลง เช่น โหมโรงเย็น โหมโรงเช้า โหมโรงเทศน์ โหมโรงละคร โหมโรงเสภา” (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๖๙) การบรรเลงเพลงโหมโรงก่อนเริ่มการแสดงเป็นธรรมเนียมที่เกิดขึ้นกับดนตรีทั่วโลก โดยในภาษาอังกฤษตรงกับชนิดเพลงที่เรียกว่า “โอเวเจอร์” (Overture) และ “พรีลูด” “Prelude” ซึ่งเป็นบทเพลงสำหรับบรรเลงก่อนการแสดง
          ขนบธรรมเนียมการบรรเลงก่อนการแสดงที่ปรากฏให้เห็นผ่านเพลงโหมโรงเป็นธรรมเนียมที่เกี่ยวพันกับความเชื่อและบทบาทหน้าที่ของเพลง ดังได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าการโหมโรงก่อนการแสดงนั้นคือ “การประโคม” ซึ่งการประโคมนี่เองที่แฝงไว้ด้วยนัยยะแห่งความเชื่อและพิธีกรรมที่ผูกโยงเข้ากับบทบาทหน้าที่ยุคเก่า ก่อนพัฒนาเป็นขนบ ธรรมเนียม และเป็นแบบแผนการเล่น – การบรรเลงในปัจจุบัน ดังที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ความหมายของการประโคมว่า “ก. บรรเลงดนตรีเพื่อเป็นสัญญาณในพิธีบางอย่างเพื่อสักการบูชาหรือยกย่องเป็นต้น” (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๖๙) ในฐานะที่เพลงโหมโรงต้องบรรเลงก่อนการเล่นดนตรี ก่อนการแสดงนั้น คือการประโคมในโรงแสดง โรงบรรเลง หรือโรงพิธีอย่างมีจุดมุ่งหมายที่สอดคล้องกัน ดัง เดชน์ คงอิ่ม ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของเพลงโหมโรงไว้ ๒ ประการ ได้แก่ ๑. การทำหน้าที่ในทางพิธีกรรมความเชื่อของนักดนตรีและงานพิธี “เป็นการอัญเชิญเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาประชุมสโมสรในงานพิธี เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของงานตลอดจนผู้ร่วมงานและผู้บรรเลงดนตรี” ๒. การทำหน้าที่เป็นสัญญาณงานพิธี “เป็นการป่าวประกาศให้คนทั่วไปรับทราบว่าสถานที่ที่มีการบรรเลงดนตรีนี้มีงานพิธี หรือ มหรสพแสดง” (เดชน์ คงอิ่ม, ๒๕๖๔,
หน้า ๑)
          ด้วยบทบาทและหน้าที่อันผูกพันกับขนบความเชื่อนี้ เพลงโหมโรงจึงมีความสำคัญทั้งในฐานะของบทเพลงที่เชื่อมโยงกับความเชื่อและบทบาทหน้าที่ในสังคมเก่าที่ในท้ายสุดบทเพลงชนิดนี้ถูกใช้บรรเลงและกระทำกันต่อ ๆ มากระทั่งเป็นขนบในการบรรเลงดนตรีทุกครั้งในปัจจุบัน นอกจากการบรรเลงตามขนบดังเดิมแล้วพัฒนาการทางดนตรีที่เกิดขึ้นกับดนตรีไทยแบบแผนราชสำนักทำให้เพลงโหมโรงมีความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยด้วยเช่นเดียวกัน ในอดีตที่ดนตรีไทยยังคงเป็นบทเพลงสำหรับพิธีกรรมอย่างเข้มข้น เพลงโหมโรงเป็นบทเพลงที่มีการ “จัดชุด” ไว้สำหรับประโคมในพิธีอย่างเคร่งครัดด้วยเพลงพิธีกรรม มีรูปแบบสังคีตลักษณ์เฉพาะดังปรากฏในโหมโรงเช้า โหมโรงเย็น โหมโรงกัณฑ์เทศ เป็นต้น ซึ่งรูปแบบของการจัดชุดเหล่านี้เป็นแบบอย่างทางสังคีตลักษณ์ที่ใช้ในมหรสพต่าง ๆ และถูกปรับใช้สำหรับโหมโรงการบรรเลงดนตรีเพื่อการฟังด้วย