
นอกจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่จะครบ ๑๐๐ ปี ใน พ.ศ. ๒๕๖๗ แล้ว ปีเดียวกันนี้ยังถือเป็นวาระสำคัญของหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา ด้วยเช่นกัน เพราะเข้าสู่ปีที่ ๔๕ ในการก่อตั้งสาขาวิชา ช่วงเวลานี้จึงนับว่าเป็นวาระที่เหมาะสมแก่การเฉลิมฉลองและดำเนินกิจกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับงานวิชาการ เพื่อทบทวนความรู้และเหตุการณ์การที่ผ่านทั้งในฐานะของหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา และฐานะส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ สำหรับกำหนดแนวทางดำเนินงานต่อไปในอนาคต
การเกิดขึ้นของหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เป็นหลักสูตรดนตรีที่เปิดสอนระดับอุดมศึกษาลำดับที่ ๔ ของประเทศไทย ต่อจากวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยาใน พ.ศ. ๒๕๑๓ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. ๒๕๑๖ และวิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ ใน พ.ศ. ๒๕๑๗ โดยวิทยาลัยครูเชียงใหม่ได้จัดการเรียนการสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาขั้นสูง วิชาเอกดนตรีศึกษาขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ การเกิดขึ้นของการศึกษาดนตรีในระดับสูงนี้สะท้อนให้เห็นมุมมองการเรียนดนตรีที่เปิดกว้างมากขึ้นในต้นทศวรรษ ๒๕๐๐ ที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาทั้งระบบ
อย่างไรก็ตาม ก่อนการเปิดสอนวิชาเอกสาขาดนตรีศึกษาอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. ๒๕๒๒ การเรียนการสอนดนตรีในวิทยาครูเชียงใหม่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกของการต่อตั้ง ก่อนจะค่อย ๆ ก่อตัวและพัฒนาขึ้นเป็นสาขาวิชา กระทั่งมีการบริหารงานเฉพาะหลักสูตรดังในปัจจุบัน ร่องรอยแรกเริ่มของการเรียนการสอนดนตรีเกิดขึ้นตั้งแต่ใน
พ.ศ. ๒๔๖๗ ที่โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรรมประจำมณฑลพายัพมีกิจกรรมดนตรีสำหรับสันทนาการในหมู่นักเรียน ขณะที่อีก ๓ ปี ต่อมาปรากฏในบันทึกของโรงเรียนฝึกหัดครูว่า พ.ศ. ๒๔๗๐ มีการแสดงลิเกเรื่องเจ้าสุวัตร นางบัวคำ โดยนักเรียนและมีแตรวงของนักเรียนบรรเลงร่วมด้วย ซึ่งสอดคล้องกับจดหมายเหตุเสด็จมณฑลพายัพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ที่ได้ทรงประทับรถยนต์ทอดพระเนตรบริเวณโรงเรียนกสิกรรมและเสด็จวัดกู่เต้าว่ามีวงแตรวงของนักเรียนจากหลากหลายสถาบันมาบรรเลงรับเสด็จ ซึ่งร่องรอยจากบันทึกหลักฐานเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเริ่มมีกิจกรรมทางดนตรีและรากฐานความคิดการศึกษาดนตรีเกิดขึ้นในสถาบันแห่งนี้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแล้ว
เชื่อได้ว่ากิจกรรมดนตรีภายในโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรรมประจำมณฑลพายัพยดำเนินต่อเนื่องมาในฐานะกิจกรรมของนักเรียน ดังหลักฐานบันทึกว่าช่วงก่อนเกิดส่งครามโลกครั้งที่ ๒ เคยมีการตั้งวงหัสดนตรีที่โรงเรียนฝึกหัดครูมาก่อน ความว่า
“…โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่เป็นแหล่งผลิตครูที่เจริญแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และเป็นโรงเรียนที่ตั้งขึ้นนานพอดูเหมือนกัน แต่เพิ่งจะเริ่มฟื้นฟูกิจกรรมการดนตรีขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ นี้เอง แต่เครื่องดนตรีนั้นยังไม่พอแต่ความต้องการของเรา ตามปรกติแล้ววงดนตรีที่สมบูรณ์จะต้องมีดนตรีให้มาก ดนตรีของเราที่มีอยู่ในปัจจุบันที่จะให้ในการฝึกหัด แทบจะพูดได้ว่า เป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งจะฝึกหัดก็ได้ไม่ทั่วถึงกัน แต่พวกเราได้ข่าวว่าโรงเรียนจะจัดหามาให้ คือ กลอง ๑ ชุด กลองแทรก ๔ ใบ แซกโซโฟน ๑ ตัว สไลต์ ๒ ตัว กระทั่งบัดนี้ยังไม่ได้ข่าวคืบหน้าแต่ประการใดเลย คณะดนตรีจึงต้องฝันเป็นลม ๆ แล้ง ๆ ไปก่อน กิจกรรมดนตรีที่ตั้งขึ้นนี้มีจุดประสงค์คือ การดนตรีนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งที่เราจะขาดเสียมิได้ ถ้าหากมีจิตใจฟุ้งซ่านเราก็ถือโอกาสหาความสำราญได้จากการเล่นดนตรี จิตใจของเราก็จะแจ่มใสร่าเริง และการดนตรียังมุ่งหวังที่จะฝึกนิสัยคนให้เป็นคนร่าเริงเสมอ คณะกิจกรรมหวังอย่างยิ่งว่า ต่อไปการดนตรีของเราจะเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป และดีกว่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้…”
(หนังสืออนุสรณ์วิทยาลัยครูเชียงใหม่ ๒๕๐๐, หน้า ๑๖๒)
บันทึกดังกล่าวแสดงให้เห็นการขยายตัวของกิจกรรที่มีขึ้นในโรงเรียนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้มีการเว้นช่วงไปและเริ่มมีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ใน พ.ศ. ๒๔๙๖ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง ซึ่งในระยะเดียวกันการเรียนการสอนดนตรีในโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรรมประจำมณฑลพายัพได้พัฒนามาเป็นรายวิชาและกิจกรรมชมรมดนตรีของนักเรียน ดังปรากฏว่า เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ โรงเรียนได้ซื้อหีบเสียงมาประกอบการสอนขับร้องนักเรียน ต่อมาจึงมีพัฒนาการเด่นชัดมากยิ่งขึ้นจากการเปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรประโยคครูประถม (ป.ป.) ที่โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่ในปี
พ.ศ. ๒๔๙๖ แต่ดนตรีก็ยังคงเป็นไปในลักษณะกิจกรรมของชมรม แม้ว่าจะมีรายวิชาที่เกี่ยวกับการสอนดนตรีแล้วก็ตาม โดยปรากฏชื่ออาจารย์วิโรจน์ ลิลิต สอนขับร้อง – ดนตรีสากล กับอาจารย์สำรวย บุนนาค สอนขับร้อง – ฟ้อนรำ
เมื่อเข้าสู่ พ.ศ. ๒๔๙๘ โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่เริ่มใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) เป็นปีแรก และยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาลัยครูเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ การเรียนการสอนวิชาดนตรีปรากฏชัดเจนในฐานะวิชาเรียนปรากฏชื่ออาจารย์ธนา ฐิตินันท์ เป็นผู้สอนวิชาดนตรี ภายหลังเมื่อมีพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยใน พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้มีการจัดเรียนการสอนดนตรีและนาฏศิลป์ภายใต้หมวดวิชาดนตรีนาฏศิลป์ ซึ่งเปิดสอนเป็นวิชาโทให้กับนักศึกษาภาคค่ำ โดยมีอาจารย์ยงยุทธ ธีรศิลป์ อาจารย์จันทรคาธ ทองเขียว อาจารย์วิญญู พูลศรี สอนวิชาดนตรี และอาจารย์ยุพดี สุขเกษม เป็นครูสอนวิชานาฏศิลป์ จากนั้นจึงมีการปรับโครงสร้างจากหมวดวิชาดนตรีนาฏศิลป์ให้เป็น “ภาควิชาดนตรีศึกษาและนาฏศิลป์” สังกัดคณะวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อย่างเป็นทางการ แม้ว่าช่วงนี้ยังคงมีการเรียนการสอนเป็นวิชาโทสำหรับนักศึกษาภาคค่ำเช่นเดิม แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการวางโครงสร้างสำหรับการเปิดสอนในวิชาเอกดนตรีศึกษาด้วย กระทั่ง พ.ศ. ๒๕๒๑ จึงได้มีการแยกระหว่างวิชาดนตรีศึกษาและภาควิชานาฏศิลป์ออกจากกัน โดยภาควิชาดนตรีศึกษามีอาจารย์อาจารย์ยงยุทธ ธีรศิลป์ เป็นหัวหน้าภาค มีอาจารย์จันทรคาธ ทองเขียว อาจารย์วิญญู พูลศรี อาจารย์ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นอาจารย์ประจำสาขา โดยมีอาจารย์สมพงษ์ ขมหวาน และอาจารย์อุดมศักดิ์
ชวชาติ เป็นอาจารย์พิเศษเข้ามาช่วยดูแลนักศึกษา และเริ่มเปิดรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา ชั้นสูง (ป.กศ. สูง) รุ่นแรกใน พ.ศ. ๒๕๒๒
ตั้งปลายทศวรรษ ๒๕๑๐ เป็นช่วงที่มีการพัฒนาและปรับปรุงระบบการศึกษาของประเทศไทย การเรียนการสอนดนตรีระดับอุดมศึกษาเริ่มต้นครั้งแรกที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยาใน พ.ศ. ๒๕๑๓ ซึ่งนับได้ว่าเป็นต้นแบบของการผลิตครูดนตรีขึ้น
การจัดตั้งภาคภาควิชาดนตรีศึกษาขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๒๑ ที่วิทยาลัยครูเชียงใหม่ก็เป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวทางด้านวิชาการสอนดนตรีอันเป็นผลสืบเนื่องที่มีต้นแบบมาจากวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จที่มีการใช้หลักสูตรการสอนเดียวกันจากกรมฝึกหัดครู ขณะเดียวกันการตั้งขึ้นของภาควิชาดนตรีของวิทยาลัยครูเชียงใหม่ก็ยังสอดรับกับความจำเป็นในพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีความความต้องการ “ครูดนตรี” สำหรับจัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ตามหลักสูตรประถมศึกษาและมัธยมศึกษา พ.ศ. ๒๕๒๑ ของกระทรวงศึกษาธิการด้วย ดังมีการกล่าวเหตุผลโครงการเปิดสอนวิชาเอกดนตรีศึกษาของภาควิชาดนตรีศึกษา คณะวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิทยาลัยครูเชียงใหม่ ไว้ว่า
“…การผลิตครูที่มีวุฒิทางวิชาดนตรีศึกษานั้นเป็นหน้าที่ของกรมการฝึกหัดครู หลักสูตรการฝึกหัดครู สภาการฝึกหัดครู พุทธศักราช ๒๕๑๙ กำหนดวิชาเอกดนตรีศึกษาระดับ ป.กศ. สูง และระดับปริญญาตรีไว้ด้วย ขณะนี้มีวิทยาลัยครูเพียงไม่กี่แห่งที่เพิ่งเปิดสอนวิชาเอกดนตรีศึกษา ระดับ ป.กศ. สูง และเพียงแห่งเดียวที่เพิ่งเปิดสอนถึงระดับปริญญาตรี จึงไม่เพียงพอที่จะผลิตครูที่มีวุฒิทางดนตรีศึกษาให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ที่ต้องการครูวุฒิวิชาเอกดนตรีศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มวิทยาลัยครูภาคเหนือ ยังไม่มีวิทยลัยครูแห่งใดที่เปิดสอนวิชาเอกดนตรีศึกษา…”
หากนับตั้งแต่การเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกของภาควิชาดนตรีศึกษาใน พ.ศ. ๒๕๒๒ กระทั่งปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๖๗) นับได้ว่าเป็นเวลากว่า ๔๕ ปี ที่มีการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน สร้างคนดนตรี ครูดนตรี ให้กับท้องถิ่นภาคเหนืออย่างสม่ำเสมอ ตลอดมาการบริหารและพัฒนาหลักสูตรได้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องผ่านช่วงเวลาต่าง ๆ ที่มีการปรับรูปแบบเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมวิชาดนตรี มีการควบรวมกับภาควิชานาฏศิลป์อีกครั้งเป็น “ภาดวิชาดนตรีและศิลปะการแสดง” จนปัจจุบันเป็นหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา ที่มีการแยกส่วนบริหารเฉพาะหลักสูตรภายใต้รูปแบบของหลักสูตรร่วมผลิตระหว่างคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์กับคณะครุศาสตร์ มีสถานะเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อคณะทั้งสอง
การดำเนินงานของหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา ในปัจจุบันมีการพัฒนาระบบบริหารและการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การปรับโครงสร้างการบริหารงานเฉพาะหลักสูตรนี้เริ่มอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยมีการเตรียมความพร้อมในการบริหารล่วงหน้าตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่มีการวางโครงสร้างภายในหลักสูตรแยกดำเนินการเป็นฝ่ายวิชาการ ฝ่ายกิจกรรม ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และฝ่ายเลขานุการ ดำเนินงานโดยคณาจารย์ประจำหลักสูตรประกอบด้วย ๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์บูรณพันธุ์ ใจหล้า เป็นประธานหลักสูตร ๒. อาจารย์เมธินี อ่องแสงคุณ เป็นรองประธานหลักสูตร ๓. อาจารย์จิตร์ กาวี เป็นกรรมการหลักสูตร ๔. อาจารย์มงคล ภิรมย์ครุฑ เป็นกรรมการหลักสูตร ๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทรงพล
เลิศกอบกุล เป็นกรรมการหลักสูตร และ ๖. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สงกรานต์ สมจันทร์
เป็นเลขานุการประจำหลักสูตร โดยมีอาจารย์พิเศษ ได้แก่ ๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์รณชิต แม้นมาลัย ๒. อาจารย์วันวิสา อยู่ทอง ๓. อาจารย์มนูญ พลอยประดับ
ปัจจุบันหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มีการรับนักศึกษาชั้นปีละ ๒ ห้อง (ห้องละไม่เกิน ๓๐ คน ตามข้อกำหนดของครุสภา) และมีการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยหลักสูตรที่ใช้ในการเรียนการสอนปัจจุบันคือ “หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา (๔ ปี) (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๖) นอกจากนี้ยังมีการกำหนดหลักการแนวคิดต่าง ๆ ในฐานะหน่วยงานทางการศึกษาของมหาวิทยาลัย มีการกำหนดตราประจำสาขาวิชา การดำเนินกิจกรรมสร้างเครือข่ายทั้งทางวิชาการและศิษย์เก่าสัมพันธ์ ตลอดจนมีการก่อตั้งโครงการช้างเผือกสามัคคีเพื่อพัฒนาศักยภาพครูดนตรี – นาฏศิลป์ สู่ความเป็นเลิศ, ศูนย์ความเป็นเลิศด้านดนตรีและนาฏศิลป์ล้านนา, หอจดหมายเหตุดนตรีล้านนา เจอรัลด์ ไดค์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างพื้นที่สำหรับฝึกทักษะด้านดนตรี การแสดง และความเป็นครูในกับนักศึกษา
การเกิดขึ้นของหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เป็นหลักสูตรดนตรีที่เปิดสอนระดับอุดมศึกษาลำดับที่ ๔ ของประเทศไทย ต่อจากวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยาใน พ.ศ. ๒๕๑๓ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. ๒๕๑๖ และวิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ ใน พ.ศ. ๒๕๑๗ โดยวิทยาลัยครูเชียงใหม่ได้จัดการเรียนการสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาขั้นสูง วิชาเอกดนตรีศึกษาขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ การเกิดขึ้นของการศึกษาดนตรีในระดับสูงนี้สะท้อนให้เห็นมุมมองการเรียนดนตรีที่เปิดกว้างมากขึ้นในต้นทศวรรษ ๒๕๐๐ ที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาทั้งระบบ
อย่างไรก็ตาม ก่อนการเปิดสอนวิชาเอกสาขาดนตรีศึกษาอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. ๒๕๒๒ การเรียนการสอนดนตรีในวิทยาครูเชียงใหม่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกของการต่อตั้ง ก่อนจะค่อย ๆ ก่อตัวและพัฒนาขึ้นเป็นสาขาวิชา กระทั่งมีการบริหารงานเฉพาะหลักสูตรดังในปัจจุบัน ร่องรอยแรกเริ่มของการเรียนการสอนดนตรีเกิดขึ้นตั้งแต่ใน
พ.ศ. ๒๔๖๗ ที่โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรรมประจำมณฑลพายัพมีกิจกรรมดนตรีสำหรับสันทนาการในหมู่นักเรียน ขณะที่อีก ๓ ปี ต่อมาปรากฏในบันทึกของโรงเรียนฝึกหัดครูว่า พ.ศ. ๒๔๗๐ มีการแสดงลิเกเรื่องเจ้าสุวัตร นางบัวคำ โดยนักเรียนและมีแตรวงของนักเรียนบรรเลงร่วมด้วย ซึ่งสอดคล้องกับจดหมายเหตุเสด็จมณฑลพายัพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ที่ได้ทรงประทับรถยนต์ทอดพระเนตรบริเวณโรงเรียนกสิกรรมและเสด็จวัดกู่เต้าว่ามีวงแตรวงของนักเรียนจากหลากหลายสถาบันมาบรรเลงรับเสด็จ ซึ่งร่องรอยจากบันทึกหลักฐานเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเริ่มมีกิจกรรมทางดนตรีและรากฐานความคิดการศึกษาดนตรีเกิดขึ้นในสถาบันแห่งนี้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแล้ว
เชื่อได้ว่ากิจกรรมดนตรีภายในโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรรมประจำมณฑลพายัพยดำเนินต่อเนื่องมาในฐานะกิจกรรมของนักเรียน ดังหลักฐานบันทึกว่าช่วงก่อนเกิดส่งครามโลกครั้งที่ ๒ เคยมีการตั้งวงหัสดนตรีที่โรงเรียนฝึกหัดครูมาก่อน ความว่า
“…โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่เป็นแหล่งผลิตครูที่เจริญแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และเป็นโรงเรียนที่ตั้งขึ้นนานพอดูเหมือนกัน แต่เพิ่งจะเริ่มฟื้นฟูกิจกรรมการดนตรีขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ นี้เอง แต่เครื่องดนตรีนั้นยังไม่พอแต่ความต้องการของเรา ตามปรกติแล้ววงดนตรีที่สมบูรณ์จะต้องมีดนตรีให้มาก ดนตรีของเราที่มีอยู่ในปัจจุบันที่จะให้ในการฝึกหัด แทบจะพูดได้ว่า เป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งจะฝึกหัดก็ได้ไม่ทั่วถึงกัน แต่พวกเราได้ข่าวว่าโรงเรียนจะจัดหามาให้ คือ กลอง ๑ ชุด กลองแทรก ๔ ใบ แซกโซโฟน ๑ ตัว สไลต์ ๒ ตัว กระทั่งบัดนี้ยังไม่ได้ข่าวคืบหน้าแต่ประการใดเลย คณะดนตรีจึงต้องฝันเป็นลม ๆ แล้ง ๆ ไปก่อน กิจกรรมดนตรีที่ตั้งขึ้นนี้มีจุดประสงค์คือ การดนตรีนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งที่เราจะขาดเสียมิได้ ถ้าหากมีจิตใจฟุ้งซ่านเราก็ถือโอกาสหาความสำราญได้จากการเล่นดนตรี จิตใจของเราก็จะแจ่มใสร่าเริง และการดนตรียังมุ่งหวังที่จะฝึกนิสัยคนให้เป็นคนร่าเริงเสมอ คณะกิจกรรมหวังอย่างยิ่งว่า ต่อไปการดนตรีของเราจะเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป และดีกว่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้…”
(หนังสืออนุสรณ์วิทยาลัยครูเชียงใหม่ ๒๕๐๐, หน้า ๑๖๒)
บันทึกดังกล่าวแสดงให้เห็นการขยายตัวของกิจกรรที่มีขึ้นในโรงเรียนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้มีการเว้นช่วงไปและเริ่มมีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ใน พ.ศ. ๒๔๙๖ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง ซึ่งในระยะเดียวกันการเรียนการสอนดนตรีในโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรรมประจำมณฑลพายัพได้พัฒนามาเป็นรายวิชาและกิจกรรมชมรมดนตรีของนักเรียน ดังปรากฏว่า เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ โรงเรียนได้ซื้อหีบเสียงมาประกอบการสอนขับร้องนักเรียน ต่อมาจึงมีพัฒนาการเด่นชัดมากยิ่งขึ้นจากการเปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรประโยคครูประถม (ป.ป.) ที่โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่ในปี
พ.ศ. ๒๔๙๖ แต่ดนตรีก็ยังคงเป็นไปในลักษณะกิจกรรมของชมรม แม้ว่าจะมีรายวิชาที่เกี่ยวกับการสอนดนตรีแล้วก็ตาม โดยปรากฏชื่ออาจารย์วิโรจน์ ลิลิต สอนขับร้อง – ดนตรีสากล กับอาจารย์สำรวย บุนนาค สอนขับร้อง – ฟ้อนรำ
เมื่อเข้าสู่ พ.ศ. ๒๔๙๘ โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่เริ่มใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) เป็นปีแรก และยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาลัยครูเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ การเรียนการสอนวิชาดนตรีปรากฏชัดเจนในฐานะวิชาเรียนปรากฏชื่ออาจารย์ธนา ฐิตินันท์ เป็นผู้สอนวิชาดนตรี ภายหลังเมื่อมีพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยใน พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้มีการจัดเรียนการสอนดนตรีและนาฏศิลป์ภายใต้หมวดวิชาดนตรีนาฏศิลป์ ซึ่งเปิดสอนเป็นวิชาโทให้กับนักศึกษาภาคค่ำ โดยมีอาจารย์ยงยุทธ ธีรศิลป์ อาจารย์จันทรคาธ ทองเขียว อาจารย์วิญญู พูลศรี สอนวิชาดนตรี และอาจารย์ยุพดี สุขเกษม เป็นครูสอนวิชานาฏศิลป์ จากนั้นจึงมีการปรับโครงสร้างจากหมวดวิชาดนตรีนาฏศิลป์ให้เป็น “ภาควิชาดนตรีศึกษาและนาฏศิลป์” สังกัดคณะวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อย่างเป็นทางการ แม้ว่าช่วงนี้ยังคงมีการเรียนการสอนเป็นวิชาโทสำหรับนักศึกษาภาคค่ำเช่นเดิม แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการวางโครงสร้างสำหรับการเปิดสอนในวิชาเอกดนตรีศึกษาด้วย กระทั่ง พ.ศ. ๒๕๒๑ จึงได้มีการแยกระหว่างวิชาดนตรีศึกษาและภาควิชานาฏศิลป์ออกจากกัน โดยภาควิชาดนตรีศึกษามีอาจารย์อาจารย์ยงยุทธ ธีรศิลป์ เป็นหัวหน้าภาค มีอาจารย์จันทรคาธ ทองเขียว อาจารย์วิญญู พูลศรี อาจารย์ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นอาจารย์ประจำสาขา โดยมีอาจารย์สมพงษ์ ขมหวาน และอาจารย์อุดมศักดิ์
ชวชาติ เป็นอาจารย์พิเศษเข้ามาช่วยดูแลนักศึกษา และเริ่มเปิดรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา ชั้นสูง (ป.กศ. สูง) รุ่นแรกใน พ.ศ. ๒๕๒๒
ตั้งปลายทศวรรษ ๒๕๑๐ เป็นช่วงที่มีการพัฒนาและปรับปรุงระบบการศึกษาของประเทศไทย การเรียนการสอนดนตรีระดับอุดมศึกษาเริ่มต้นครั้งแรกที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยาใน พ.ศ. ๒๕๑๓ ซึ่งนับได้ว่าเป็นต้นแบบของการผลิตครูดนตรีขึ้น
การจัดตั้งภาคภาควิชาดนตรีศึกษาขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๒๑ ที่วิทยาลัยครูเชียงใหม่ก็เป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวทางด้านวิชาการสอนดนตรีอันเป็นผลสืบเนื่องที่มีต้นแบบมาจากวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จที่มีการใช้หลักสูตรการสอนเดียวกันจากกรมฝึกหัดครู ขณะเดียวกันการตั้งขึ้นของภาควิชาดนตรีของวิทยาลัยครูเชียงใหม่ก็ยังสอดรับกับความจำเป็นในพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีความความต้องการ “ครูดนตรี” สำหรับจัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ตามหลักสูตรประถมศึกษาและมัธยมศึกษา พ.ศ. ๒๕๒๑ ของกระทรวงศึกษาธิการด้วย ดังมีการกล่าวเหตุผลโครงการเปิดสอนวิชาเอกดนตรีศึกษาของภาควิชาดนตรีศึกษา คณะวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิทยาลัยครูเชียงใหม่ ไว้ว่า
“…การผลิตครูที่มีวุฒิทางวิชาดนตรีศึกษานั้นเป็นหน้าที่ของกรมการฝึกหัดครู หลักสูตรการฝึกหัดครู สภาการฝึกหัดครู พุทธศักราช ๒๕๑๙ กำหนดวิชาเอกดนตรีศึกษาระดับ ป.กศ. สูง และระดับปริญญาตรีไว้ด้วย ขณะนี้มีวิทยาลัยครูเพียงไม่กี่แห่งที่เพิ่งเปิดสอนวิชาเอกดนตรีศึกษา ระดับ ป.กศ. สูง และเพียงแห่งเดียวที่เพิ่งเปิดสอนถึงระดับปริญญาตรี จึงไม่เพียงพอที่จะผลิตครูที่มีวุฒิทางดนตรีศึกษาให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ที่ต้องการครูวุฒิวิชาเอกดนตรีศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มวิทยาลัยครูภาคเหนือ ยังไม่มีวิทยลัยครูแห่งใดที่เปิดสอนวิชาเอกดนตรีศึกษา…”
หากนับตั้งแต่การเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกของภาควิชาดนตรีศึกษาใน พ.ศ. ๒๕๒๒ กระทั่งปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๖๗) นับได้ว่าเป็นเวลากว่า ๔๕ ปี ที่มีการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน สร้างคนดนตรี ครูดนตรี ให้กับท้องถิ่นภาคเหนืออย่างสม่ำเสมอ ตลอดมาการบริหารและพัฒนาหลักสูตรได้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องผ่านช่วงเวลาต่าง ๆ ที่มีการปรับรูปแบบเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมวิชาดนตรี มีการควบรวมกับภาควิชานาฏศิลป์อีกครั้งเป็น “ภาดวิชาดนตรีและศิลปะการแสดง” จนปัจจุบันเป็นหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา ที่มีการแยกส่วนบริหารเฉพาะหลักสูตรภายใต้รูปแบบของหลักสูตรร่วมผลิตระหว่างคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์กับคณะครุศาสตร์ มีสถานะเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อคณะทั้งสอง
การดำเนินงานของหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา ในปัจจุบันมีการพัฒนาระบบบริหารและการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การปรับโครงสร้างการบริหารงานเฉพาะหลักสูตรนี้เริ่มอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยมีการเตรียมความพร้อมในการบริหารล่วงหน้าตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่มีการวางโครงสร้างภายในหลักสูตรแยกดำเนินการเป็นฝ่ายวิชาการ ฝ่ายกิจกรรม ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และฝ่ายเลขานุการ ดำเนินงานโดยคณาจารย์ประจำหลักสูตรประกอบด้วย ๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์บูรณพันธุ์ ใจหล้า เป็นประธานหลักสูตร ๒. อาจารย์เมธินี อ่องแสงคุณ เป็นรองประธานหลักสูตร ๓. อาจารย์จิตร์ กาวี เป็นกรรมการหลักสูตร ๔. อาจารย์มงคล ภิรมย์ครุฑ เป็นกรรมการหลักสูตร ๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทรงพล
เลิศกอบกุล เป็นกรรมการหลักสูตร และ ๖. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สงกรานต์ สมจันทร์
เป็นเลขานุการประจำหลักสูตร โดยมีอาจารย์พิเศษ ได้แก่ ๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์รณชิต แม้นมาลัย ๒. อาจารย์วันวิสา อยู่ทอง ๓. อาจารย์มนูญ พลอยประดับ
ปัจจุบันหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มีการรับนักศึกษาชั้นปีละ ๒ ห้อง (ห้องละไม่เกิน ๓๐ คน ตามข้อกำหนดของครุสภา) และมีการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยหลักสูตรที่ใช้ในการเรียนการสอนปัจจุบันคือ “หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา (๔ ปี) (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๖) นอกจากนี้ยังมีการกำหนดหลักการแนวคิดต่าง ๆ ในฐานะหน่วยงานทางการศึกษาของมหาวิทยาลัย มีการกำหนดตราประจำสาขาวิชา การดำเนินกิจกรรมสร้างเครือข่ายทั้งทางวิชาการและศิษย์เก่าสัมพันธ์ ตลอดจนมีการก่อตั้งโครงการช้างเผือกสามัคคีเพื่อพัฒนาศักยภาพครูดนตรี – นาฏศิลป์ สู่ความเป็นเลิศ, ศูนย์ความเป็นเลิศด้านดนตรีและนาฏศิลป์ล้านนา, หอจดหมายเหตุดนตรีล้านนา เจอรัลด์ ไดค์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างพื้นที่สำหรับฝึกทักษะด้านดนตรี การแสดง และความเป็นครูในกับนักศึกษา

ภาพกิจกรรมดนตรีช่วง พ.ศ. ๒๕๐๕
(ที่มา: อนุสรณ์วิทยาลัยครูเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๐๕)