“เพลงโหมโรง” คือเพลงสำหรับใช้บรรเลงก่อนการแสดงต่าง ๆ โดยมีนัยจุดมุ่งหมาย ทั้งการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สัญญาณเริ่มการแสดง ไปจนกระทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงตัวตนของวงที่บรรเลง กระนั้น ในดนตรีไทยแบบแผนก็มีวงดนตรีหลายชนิดที่ใช้สำหรับงาน การละเล่น – มหรสพต่างกัน ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้เป็นความประณีตของการใส่ใจรายละเอียดและเนื้อหาที่มีการวางโครงสร้าง รูปแบบการบรรเลง และข้อกำหนดของชนิดเพลงสำหรับโหมโรงก่อนการบรรเลงไว้ต่างกัน แต่มีลักษณะโครงสร้างโดยรวมร่วมกัน คือการเป็นเพลงโหมโรงนั้นมีลักษณะของชุดเพลงที่ประกอบขึ้นตั้งแต่ ๒ บทเพลงขึ้นไป (เดชน์ คงอิ่ม, ๒๕๖๔, หน้า ๑) และจะมีรายละเอียดของการจัดชุดและสังคีตลักษณ์ที่ต่างกันไปตามชนิดของเพลงโหมโรง ซึ่งเพลงโหมโรงจัดอยู่ในกลุ่มของเพลงไทยประเภทเพลงบรรเลงล้วนที่จำแนกได้ ๔ ประเภท ได้แก่ ๑. เพลงโหมโรงชุดและโหมโรงพิธีกรรม ๒. เพลงโหมโรงเสภา ๓. โหมโรงมโหรี ๔. โหมโรงเฉพาะ (อัศนีย์ เปลี่ยนศรี, ๒๕๕๘, หน้า ๑๐๖)
เพลงโหมโรงชุดและโหมโรงพิธีกรรม
เพลงโหมโรงประเภทนี้เป็นหนึ่งในโหมโรงอย่างเก่าที่ยังคงมีลักษณะเป็นเพลงประโคมสำหรับงานพิธี เป็นประเภทโหมโรงที่มีจุดประสงค์สำหรับใช้เป็นชุดเพลงประโคมแรกก่อนงานพิธีต่าง ๆ ซึ่งหมายรวมถึงมหรสพการละเล่นและการแสดงที่เกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมต่าง ๆ ด้วย มีนัยยะแสดงถึงความเป็นมงคล การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการเป็นสัญญาณแห่งงานพิธี ด้วยเสียงเครื่องดนตรีประโคม ดังสารานุกรมศัพท์ดนตรีไทย ภาคคีตะ – ดุริยาง อธิบายว่าเพลงโหมโรงกลุ่มนี้ “โดยมากจึงใช้กลองทัด เพราะเสียงกลองทัดดังไกล” (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๕, หน้า ๑๑๖) เพลงโหมโรงชุดและโหมโรงพิธีกรรมมีลักษณะร่วมกันที่การเป็นชุดเพลงที่ถูกเรียบเรียงไว้อย่างเป็นรูปแบบ ที่สอดสัมพันธ์กันระหว่างบทเพลงกับนัยความหมายของพิธี ความเข้ากันของจังหวะและระบบเสียงของเพลง ความยาวของบทเพลง ตลอดจนเพลงสำหรับการแสดง โดยมากการจัดชุดของเพลงโหมโรงในกลุ่มนี้เป็นชุดเพลงหน้าพาทย์สำหรับพิธีกรรมและมหรสพ ซึ่งแยกย่อย ดังนี้
๑. โหมโรงงานพิธี: เพลงชุดโหมโรงสำหรับใช้งานพิธีมงคล พิธีเจริญพระพุทธมนต์เช้า – เย็น เพลงโหมโรงในกลุ่มนี้ ได้แก่ เพลงชุดโหมโรงเช้า เพลงชุดโหมโรงเย็น
๒. โหมโรงมหรสพ: เพลงชุดโหมโรงที่เรียบเรียงไว้สำหรับการแสดงมหรสพชนิดต่าง ๆ ซึ่งการเรียงชุดเพลงแยกย่อยแตกต่างกันไปตามชนิดของมหรสพและยังมีความแตกต่างกันตามช่วงเวลาของการแสดงมหรสพด้วย โดยหลักแล้วเพลงโหมโรงสำหรับมหรสพนี้มีจุดมุ่งหมายที่นอกจากการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วยังเป็นการประโคมบอกกล่าวว่าจะมีการแสดงด้วยการบรรเลงต่อด้วย “เพลงวา” จนเป็นขนบเรียกชื่อเพลงวานี้ว่า “วาลงโรง” เป็นแบบแผนที่ทราบกันดีภายหลังว่าเมื่อโหมโรงจบต้องลงเพลงวาแล้วการแสดงจึงจะเริ่มขึ้น โดยมีการเรียบเรียงเพลงต่างกันระหว่างการแสดงช่วงเช้า กลางวัน และเย็น เพลงโหมโรงในกลุ่มนี้ เช่น โหมโรงโขน โหมโรงละคร โหมโรงหนังใหญ่ โหมโรงหุ่นกระบอก เป็นต้น
๓. โหมโรงเทศน์: เพลงชุดโหมโรงสำหรับประโคมก่อนการแสดงพระธรรมเทศนา เพื่อความเป็นมงคลและเป็นสัญญาณบอกว่าจะมีการแสดงพระธรรมเทศนาขึ้น
โหมโรงเสภา
“โหมโรงเสภา” คือ โหมโรงที่ใช้สำหรับบรรเลงก่อนการเล่นเสภา เดิมใช้บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์เสภา รูปแบบของโหมโรงชนิดนี้มีพัฒนาร่วมกันมากับวงปี่พาทย์เสภา กล่าวคือวงปี่พาทย์เสภานี้เป็นวงปี่พาทย์ชนิดใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย การเกิดขึ้นของวงปี่พาทย์เสภานี้เป็นส่วนหนึ่งของพลวัตของดนตรีไทยที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสังคมในช่วงต้นยุครัตนโกสินทร์ ทำให้เกิดดนตรีไทยที่เป็นวงดนตรีเพื่อการฟังวงแรก ๆ ขึ้นมา ด้วยการนำวงดนตรีปี่พาทย์เข้ามารับร้องร่วมกับการขับเสภา ดังบทกลอนไหว้ครูเสภาของพระศรีสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) ตอนหนึ่งที่ระบุไว้ว่า
“เมื่อครั้งจอมนรินทร์แผ่นดินลับ เสภาขับยังหามีปี่พาทย์ไม่
มาเมื่อพระองค์ทรงชัย ก็เกิดคนดีในอยุธยา”
(ถาวร สิขโกศล และศิริ วิชเวช อ้างใน ประชา สามเสน, ๒๕๖๔, หน้า ๑๕)
โดยวงปี่พาทย์ที่นำมารับเข้ากับการขับเสภานี้มีการปรับปรุงใหม่ด้วยการใช้กลองสองหน้าที่ประดิษฐ์ใหม่แทนตะโพนกับกลองทัดที่ใช้ในพิธีกรรมอย่างเดิม การเกิดขึ้นของวงปี่พาทย์รับเสภานี้ทำให้วงปี่พาทย์ชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า “วงปี่พาทย์เสภา” และทำให้เกิดรูปแบบการเล่นเพลงร่วมกับการขับเสภาที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่ง มีพัฒนาการทางบทเพลงของดนตรีไทยที่นิยมประพันธ์เพลงอัตรา ๓ ชั้น มาบรรเลงรับร้อง เกิดการพัฒนาบทเพลงโหมโรงสำหรับการเล่นเสภาที่มีลักษณะเฉพาะขึ้นแยกจากการใช้โหมโรงชุดในพิธีกรรมและมหรสพ เพื่อไม่ให้มีความยาวที่มากเกินไป ขณะที่เพลงโหมโรงเสภานอกจากเป็นการประโคมและสัญญาณการแสดงแล้ว ยังมีลักษณะแสดงตัวตนของสำนัก ผู้ประพันธ์ และอวดทักษะฝีมือของทั้งผู้ประพันธ์และผู้บรรเลงด้วย โดยโหมโรงเสภายังคงรักษาเพลงวาไว้ท้ายของการบรรเลงก่อนที่ในท้ายที่สุดคงเหลือไว้เฉพาะทำนองส่วนท้ายของเพลงวาเรียกว่า “ท้ายวา” สำหรับจบเพลงเท่านั้น ส่วนก่อนหน้าเป็นบทเพลงหลักจะใช้เพลงอัตรา ๓ ชั้น มาบรรเลงต่อเนื่องกันตั้งแต่หนึ่งเพลงขึ้นไป โดยแต่ละเพลงจะถูกประพันธ์เรียบเรียงให้มีความต่อเนื่องเสมือนว่าเป็นเพลงเดียวกัน หรือ อาจเรียกแยกเป็นท่อน และอาจมีการตั้งชื่อใหม่เป็นเพลงโหมโรงเฉพาะ อาทิ เพลงโหมโรงกัลยาณมิตร ประพันธ์ขึ้นด้วยวิธีการขยายเพลงชำนาญ เป็นอัตรา ๓ ชั้น พร้อมประพันธ์เที่ยวเปลี่ยน แล้วต่อด้วยท้ายวา เพลงโหมโรงตรีอาชา (โหมโรงสามม้า) ประพันธ์ด้วยการขยายและเรียบเรียงเพลงม้ารำ เพลงม้าสะบัดกีบ และเพลงม้าย่อง ต่อด้วยท้ายวา เป็นต้น
โหมโรงมโหรี
โหมโรงมโหรี คือโหมโรงที่ใช้บรรเลงกับวงมโหรี เดิมทีวงมโหรีเป็นวงดนตรีขับกล่อมสำหรับราชสำนักฝ่ายในบรรเลงเฉพาะผู้หญิง ต่อมามีการปรับเปลี่ยนทั้งรูปแบบวงและให้ผู้ชายบรรเลงได้ การบรรเลงเพลงขับกล่อมของวงมโหรีในอดีตนิยมบรรเลงเพลงอัตรา ๒ ชั้น ปรากฏว่านิยมใช้เพลงทะแยบรรเลงเป็นเพลงโหมโรงอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันใช้วิธีประพันธ์ในโครงสร้างสังคีตลักษณ์เดียวกับโหมโรงเสภา โดยตัดส่วนการรัวประลองเสภาออกไป บรรเลงเฉพาะตัวเพลงและท้ายวา ทำให้สามารถปรับเพลงโหมโรงเสภามาบรรเลงในวงมโหรีปัจจุบันได้ด้วย
โหมโรงแบบเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากรูปแบบดนตรี/วงดนตรีดั้งเดิมแล้ว ดนตรีไทยแบบแผนมีการรับและปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่หลากหลายทำให้เกิดพัฒนาการทางดนตรีที่สะท้อนผ่านวงดนตรีรวมถึงส่งผลให้เกิดเพลงโหมโรงที่อยู่นอกกฎเกณฑ์หรือรูปแบบดั้งเดิมอยู่ด้วย โดยนับบทเพลงโหมโรงที่ไม่ได้อยู่ในสังคีตลักษณ์ในกลุ่มโหมโรงตามขนบและบทเพลงโหมโรงเฉพาะกาลอื่น ๆ ที่ถูกประพันธ์ขึ้นให้กับวงดนตรีอย่างเฉพาะเจาะจง หรือ มีรูปแบบเฉพาะ เช่น เพลงโหมโรงบูเซ็นซ็อก สำหรับวงอังกะลุง เพลงโหมโรงราโค สำหรับวงเครื่องสายปี่ชวา เป็นต้น
เพลงโหมโรงชุดและโหมโรงพิธีกรรม
เพลงโหมโรงประเภทนี้เป็นหนึ่งในโหมโรงอย่างเก่าที่ยังคงมีลักษณะเป็นเพลงประโคมสำหรับงานพิธี เป็นประเภทโหมโรงที่มีจุดประสงค์สำหรับใช้เป็นชุดเพลงประโคมแรกก่อนงานพิธีต่าง ๆ ซึ่งหมายรวมถึงมหรสพการละเล่นและการแสดงที่เกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมต่าง ๆ ด้วย มีนัยยะแสดงถึงความเป็นมงคล การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการเป็นสัญญาณแห่งงานพิธี ด้วยเสียงเครื่องดนตรีประโคม ดังสารานุกรมศัพท์ดนตรีไทย ภาคคีตะ – ดุริยาง อธิบายว่าเพลงโหมโรงกลุ่มนี้ “โดยมากจึงใช้กลองทัด เพราะเสียงกลองทัดดังไกล” (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๕, หน้า ๑๑๖) เพลงโหมโรงชุดและโหมโรงพิธีกรรมมีลักษณะร่วมกันที่การเป็นชุดเพลงที่ถูกเรียบเรียงไว้อย่างเป็นรูปแบบ ที่สอดสัมพันธ์กันระหว่างบทเพลงกับนัยความหมายของพิธี ความเข้ากันของจังหวะและระบบเสียงของเพลง ความยาวของบทเพลง ตลอดจนเพลงสำหรับการแสดง โดยมากการจัดชุดของเพลงโหมโรงในกลุ่มนี้เป็นชุดเพลงหน้าพาทย์สำหรับพิธีกรรมและมหรสพ ซึ่งแยกย่อย ดังนี้
๑. โหมโรงงานพิธี: เพลงชุดโหมโรงสำหรับใช้งานพิธีมงคล พิธีเจริญพระพุทธมนต์เช้า – เย็น เพลงโหมโรงในกลุ่มนี้ ได้แก่ เพลงชุดโหมโรงเช้า เพลงชุดโหมโรงเย็น
๒. โหมโรงมหรสพ: เพลงชุดโหมโรงที่เรียบเรียงไว้สำหรับการแสดงมหรสพชนิดต่าง ๆ ซึ่งการเรียงชุดเพลงแยกย่อยแตกต่างกันไปตามชนิดของมหรสพและยังมีความแตกต่างกันตามช่วงเวลาของการแสดงมหรสพด้วย โดยหลักแล้วเพลงโหมโรงสำหรับมหรสพนี้มีจุดมุ่งหมายที่นอกจากการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วยังเป็นการประโคมบอกกล่าวว่าจะมีการแสดงด้วยการบรรเลงต่อด้วย “เพลงวา” จนเป็นขนบเรียกชื่อเพลงวานี้ว่า “วาลงโรง” เป็นแบบแผนที่ทราบกันดีภายหลังว่าเมื่อโหมโรงจบต้องลงเพลงวาแล้วการแสดงจึงจะเริ่มขึ้น โดยมีการเรียบเรียงเพลงต่างกันระหว่างการแสดงช่วงเช้า กลางวัน และเย็น เพลงโหมโรงในกลุ่มนี้ เช่น โหมโรงโขน โหมโรงละคร โหมโรงหนังใหญ่ โหมโรงหุ่นกระบอก เป็นต้น
๓. โหมโรงเทศน์: เพลงชุดโหมโรงสำหรับประโคมก่อนการแสดงพระธรรมเทศนา เพื่อความเป็นมงคลและเป็นสัญญาณบอกว่าจะมีการแสดงพระธรรมเทศนาขึ้น
โหมโรงเสภา
“โหมโรงเสภา” คือ โหมโรงที่ใช้สำหรับบรรเลงก่อนการเล่นเสภา เดิมใช้บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์เสภา รูปแบบของโหมโรงชนิดนี้มีพัฒนาร่วมกันมากับวงปี่พาทย์เสภา กล่าวคือวงปี่พาทย์เสภานี้เป็นวงปี่พาทย์ชนิดใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย การเกิดขึ้นของวงปี่พาทย์เสภานี้เป็นส่วนหนึ่งของพลวัตของดนตรีไทยที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสังคมในช่วงต้นยุครัตนโกสินทร์ ทำให้เกิดดนตรีไทยที่เป็นวงดนตรีเพื่อการฟังวงแรก ๆ ขึ้นมา ด้วยการนำวงดนตรีปี่พาทย์เข้ามารับร้องร่วมกับการขับเสภา ดังบทกลอนไหว้ครูเสภาของพระศรีสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) ตอนหนึ่งที่ระบุไว้ว่า
“เมื่อครั้งจอมนรินทร์แผ่นดินลับ เสภาขับยังหามีปี่พาทย์ไม่
มาเมื่อพระองค์ทรงชัย ก็เกิดคนดีในอยุธยา”
(ถาวร สิขโกศล และศิริ วิชเวช อ้างใน ประชา สามเสน, ๒๕๖๔, หน้า ๑๕)
โดยวงปี่พาทย์ที่นำมารับเข้ากับการขับเสภานี้มีการปรับปรุงใหม่ด้วยการใช้กลองสองหน้าที่ประดิษฐ์ใหม่แทนตะโพนกับกลองทัดที่ใช้ในพิธีกรรมอย่างเดิม การเกิดขึ้นของวงปี่พาทย์รับเสภานี้ทำให้วงปี่พาทย์ชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า “วงปี่พาทย์เสภา” และทำให้เกิดรูปแบบการเล่นเพลงร่วมกับการขับเสภาที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่ง มีพัฒนาการทางบทเพลงของดนตรีไทยที่นิยมประพันธ์เพลงอัตรา ๓ ชั้น มาบรรเลงรับร้อง เกิดการพัฒนาบทเพลงโหมโรงสำหรับการเล่นเสภาที่มีลักษณะเฉพาะขึ้นแยกจากการใช้โหมโรงชุดในพิธีกรรมและมหรสพ เพื่อไม่ให้มีความยาวที่มากเกินไป ขณะที่เพลงโหมโรงเสภานอกจากเป็นการประโคมและสัญญาณการแสดงแล้ว ยังมีลักษณะแสดงตัวตนของสำนัก ผู้ประพันธ์ และอวดทักษะฝีมือของทั้งผู้ประพันธ์และผู้บรรเลงด้วย โดยโหมโรงเสภายังคงรักษาเพลงวาไว้ท้ายของการบรรเลงก่อนที่ในท้ายที่สุดคงเหลือไว้เฉพาะทำนองส่วนท้ายของเพลงวาเรียกว่า “ท้ายวา” สำหรับจบเพลงเท่านั้น ส่วนก่อนหน้าเป็นบทเพลงหลักจะใช้เพลงอัตรา ๓ ชั้น มาบรรเลงต่อเนื่องกันตั้งแต่หนึ่งเพลงขึ้นไป โดยแต่ละเพลงจะถูกประพันธ์เรียบเรียงให้มีความต่อเนื่องเสมือนว่าเป็นเพลงเดียวกัน หรือ อาจเรียกแยกเป็นท่อน และอาจมีการตั้งชื่อใหม่เป็นเพลงโหมโรงเฉพาะ อาทิ เพลงโหมโรงกัลยาณมิตร ประพันธ์ขึ้นด้วยวิธีการขยายเพลงชำนาญ เป็นอัตรา ๓ ชั้น พร้อมประพันธ์เที่ยวเปลี่ยน แล้วต่อด้วยท้ายวา เพลงโหมโรงตรีอาชา (โหมโรงสามม้า) ประพันธ์ด้วยการขยายและเรียบเรียงเพลงม้ารำ เพลงม้าสะบัดกีบ และเพลงม้าย่อง ต่อด้วยท้ายวา เป็นต้น
โหมโรงมโหรี
โหมโรงมโหรี คือโหมโรงที่ใช้บรรเลงกับวงมโหรี เดิมทีวงมโหรีเป็นวงดนตรีขับกล่อมสำหรับราชสำนักฝ่ายในบรรเลงเฉพาะผู้หญิง ต่อมามีการปรับเปลี่ยนทั้งรูปแบบวงและให้ผู้ชายบรรเลงได้ การบรรเลงเพลงขับกล่อมของวงมโหรีในอดีตนิยมบรรเลงเพลงอัตรา ๒ ชั้น ปรากฏว่านิยมใช้เพลงทะแยบรรเลงเป็นเพลงโหมโรงอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันใช้วิธีประพันธ์ในโครงสร้างสังคีตลักษณ์เดียวกับโหมโรงเสภา โดยตัดส่วนการรัวประลองเสภาออกไป บรรเลงเฉพาะตัวเพลงและท้ายวา ทำให้สามารถปรับเพลงโหมโรงเสภามาบรรเลงในวงมโหรีปัจจุบันได้ด้วย
โหมโรงแบบเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากรูปแบบดนตรี/วงดนตรีดั้งเดิมแล้ว ดนตรีไทยแบบแผนมีการรับและปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่หลากหลายทำให้เกิดพัฒนาการทางดนตรีที่สะท้อนผ่านวงดนตรีรวมถึงส่งผลให้เกิดเพลงโหมโรงที่อยู่นอกกฎเกณฑ์หรือรูปแบบดั้งเดิมอยู่ด้วย โดยนับบทเพลงโหมโรงที่ไม่ได้อยู่ในสังคีตลักษณ์ในกลุ่มโหมโรงตามขนบและบทเพลงโหมโรงเฉพาะกาลอื่น ๆ ที่ถูกประพันธ์ขึ้นให้กับวงดนตรีอย่างเฉพาะเจาะจง หรือ มีรูปแบบเฉพาะ เช่น เพลงโหมโรงบูเซ็นซ็อก สำหรับวงอังกะลุง เพลงโหมโรงราโค สำหรับวงเครื่องสายปี่ชวา เป็นต้น