เพลงในดนตรีไทยแบบแผนมีรูปแบบของสังคีตลักษณ์ (Form) เฉพาะ มีแบบแผนและขนบธรรมเนียมเคร่งครัดเป็นกฎเกณฑ์สำหรับบทเพลงแต่ละประเภท เช่นเดียวกันกับข้อมูลและรายละเอียดของเพลงโหมโรงดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น โหมโรงแต่ละประเภทต่างมีบทบาทการใช้ รูปแบบ สังคีตลักษณ์อันเป็นโครงสร้างที่แสดงถึงความซับซ้อนและสะท้อนนัยความหมายที่เกี่ยวเนื่องกับบริบทการใช้ที่ถูกกำหนดและวางไว้อย่างประณีต สำหรับการประพันธ์เพลง “โหมโรงฉลองศตวรรษราชภัฏเชียงใหม่” กำหนดวางโครงสร้างบทเพลงให้อยู่ในรูปสังคีตลักษณ์ “โหมโรงเสภา” อันเป็นแบบแผนโหมโรงที่นอกจากเอื้อต่อการฟัง ไม่ยาวมาก มีความซับซ้อน และเป็นรูปแบบที่นิยมใช้สำหรับการประพันธ์ในฐานะโหมโรงประจำสถาบันและช่วงวาระสำคัญแล้ว ยังเป็นประเภทเพลงโหมโรงที่สามารถปรับใช้ได้หลากหลายทั้งวงปี่พาทย์เสภา วงมโหรี วงเครื่องสาย วงปี่พาทย์ไม้แข็ง ไปจนกระทั่งสามารถเรียบเรียงสำหรับวงโยทวาทิตได้ด้วย เช่นนี้แล้ว การศึกษา ทบทวน และทำความเข้าใจสังคีตลักษณ์โหมโรงเสภาจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับขั้นต่อไปในการประพันธ์เป็นอย่างยิ่ง จากการศึกษาค้นคว้าว่าสังคีตลักษณ์ของเพลงประเภทโหมโรงเสภาประกอบด้วย ๓ ส่วน ได้แก่ ๑. รัวประลองเสภา ๒. ตัวบทเพลง และ ๓. ท้ายเพลงวา
