ความผูกพันกับดนตรีไทยแบบแผนราชสำนักที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อตั้งสาขาวิชาดนตรีศึกษายุคแรกในวิทยาลัยครูเชียงใหม่ นอกจากแสดงผ่านการเรียนการสอนที่มีดนตรีไทยเป็นหนึ่งในแกนหลักคู่กับดนตรีตะวันตกแล้ว ยังแสดงออกแผ่นแนวคิดเรื่องตัวตนผ่านบทเพลงสถาบันด้วย กล่าวคือนอกเหนือจากการเรียนการสอนทั่ว ๆ ไปแล้วยังปรากฏว่ามีความพยายามสร้างเพลงโหมโรงประจำวิทยาลัยครูเชียงใหม่ สำหรับใช้บรรเลงดนตรีไทยแบบแผนด้วย ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดตามขนบดนตรีไทยแบบแผนที่หน่วยงานต่าง ๆ สถาบันต่าง ๆ หรือ สำนักดนตรีไทยต่าง ๆ มักมีเพลงโหมโรงปะจำเป็นของตนเองเพื่อแสดงทักษะและอัตลักษณ์
ความคิดเกี่ยวกับความต้องการเพลงโหมโรงประจำวิทยาลัยครูเชียงใหม่นี้ เกิดขึ้นในช่วงการก่อตั้งสาขาวิชาดนตรีศึกษา คือประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นต้นมา ซึ่งน่าสังเกตว่าช่วงเวลาคาบเกี่ยวกันนี้ก็มีการพัฒนาเพลงประจำวิทยาลัยครูที่เป็นเพลงไทยสากลเช่นเดียวกันด้วย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่แน่ชัดว่ามีเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกันหรือไม่
แต่จากคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์ยงยุทธ ธีรศิลป์ หนึ่งในอาจารย์ผู้ก่อตั้งสาขาวิชาดนตรีศึกษาได้เล่าว่าตนเองนอกจากสอนด้านภาษาไทยแล้วยังมีพื้นฐานแตรวงมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เข้ามาดูแลดนตรีไทย “โดยจับทางประวัติ มันสนุกดี” ในช่วงเวลานั้นตั้งภาคเสร็จเรียบร้อย “ผมก็ขอเพลงโหมโรงจากคุณหญิงไพฑูรย์” (ยงยุทธ ธีรศิลป์, สัมภาษณ์)
ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าหลังจากการตั้งสาขาวิชาเรียบร้อยแล้วก็เริ่มมีการจัดวางระบบการเรียนและความรู้ตามขนบดนตรีไทยเช่นเดียวกับสถานศึกษาอื่น ๆ
เรื่องราวของเพลงโหมโรงประจำวิทยาลัยครูเชียงใหม่ถูกบอกเล่าต่อ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งใน พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ผู้เขียนเริ่มมาทำงานที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ก็ได้ทราบความจากผู้ช่วยศาสตราจารย์สงกรานต์ สมจันทร์ ศิษย์เก่าของภาควิชาดนตรีและศิลปะการแสดงว่า “มีเพลงโหมโรงประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งมีมาตั้งแต่ช่วงก่อตั้งสาขาวิชาดนตรีศึกษา ชื่อว่า โหมโรงบังใบอรชร” ข้อมูลนี้สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์ยงยุทธ ธีรศิลป์ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าตั้งแต่ช่วงแรกที่ผู้เขียนรับทราบเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงชื่อ “โหมโรงบังใบอรชร” นั้น เป็นเรื่องที่ศิษย์เก่าเล่าต่อ ๆ กันมาเท่านั้น ยังไม่เคยได้ยินและได้ฟังกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์ยงยุทธ ธีรศิลป์ ที่กล่าวไว้ว่า “ปัจจุบันเพลงโหมโรงดังกล่าวไม่มีผู้บรรเลงได้แล้ว” (ยงยุทธ ธีรศิลป์, สัมภาษณ์) เรื่องนี้ถูกขยายความเพิ่มเติมโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์รณชิต แม้นมาลัย ได้เล่าว่า “เพลงนี้ทราบว่ามีการต่อให้กับนักศึกษารุ่นแรกเพียงเท่านั้น และไม่ได้นำกลับมาต่ออีกเลย” (รณชิต แม้นมาลัย, สัมภาษณ์) ตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์ยุงยุทธ ธีรศิลป์ ที่เล่าว่า “หลังจากได้โน้ตเพลงมาจากคุณหญิงไพฑูรย์ เพลงโหมโรงนี้ก็ได้ต่อให้เฉพาะนักศึกษารุ่นแรกเพียงรุ่นเดียว” โดยหลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนผ่านคณาจารย์ในสาขาวิชาดนตรีศึกษาที่นายยงยุทธ ธีรศิลป์ นายทวีศักดิ์ ปิ่นทอง และอาจารย์รุ่นแรกคนอื่น ๆ ได้แยกย้ายกลับไปยังสาขาวิชาประจำของตนเอง หลังจากการก่อตั้งภาควิชาดนตรีศึกษาสำเร็จ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ชื่อ “โหมโรงบังใบอรชร” เพลงที่ถูกเล่าว่าเป็นเพลงโหมโรงประจำสาขาวิชาดนตรีศึกษา วิทยาลัยครูเชียงใหม่จึงหลงเหลือเพียงเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าต่อ ๆ กันมา ประหนึ่งว่าเป็นตำนานของสาขาวิชาที่ไม่เคยมีใครได้ยินมากว่า ๔๕ ปี
ความคิดเกี่ยวกับความต้องการเพลงโหมโรงประจำวิทยาลัยครูเชียงใหม่นี้ เกิดขึ้นในช่วงการก่อตั้งสาขาวิชาดนตรีศึกษา คือประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นต้นมา ซึ่งน่าสังเกตว่าช่วงเวลาคาบเกี่ยวกันนี้ก็มีการพัฒนาเพลงประจำวิทยาลัยครูที่เป็นเพลงไทยสากลเช่นเดียวกันด้วย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่แน่ชัดว่ามีเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกันหรือไม่
แต่จากคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์ยงยุทธ ธีรศิลป์ หนึ่งในอาจารย์ผู้ก่อตั้งสาขาวิชาดนตรีศึกษาได้เล่าว่าตนเองนอกจากสอนด้านภาษาไทยแล้วยังมีพื้นฐานแตรวงมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เข้ามาดูแลดนตรีไทย “โดยจับทางประวัติ มันสนุกดี” ในช่วงเวลานั้นตั้งภาคเสร็จเรียบร้อย “ผมก็ขอเพลงโหมโรงจากคุณหญิงไพฑูรย์” (ยงยุทธ ธีรศิลป์, สัมภาษณ์)
ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าหลังจากการตั้งสาขาวิชาเรียบร้อยแล้วก็เริ่มมีการจัดวางระบบการเรียนและความรู้ตามขนบดนตรีไทยเช่นเดียวกับสถานศึกษาอื่น ๆ
เรื่องราวของเพลงโหมโรงประจำวิทยาลัยครูเชียงใหม่ถูกบอกเล่าต่อ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งใน พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ผู้เขียนเริ่มมาทำงานที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ก็ได้ทราบความจากผู้ช่วยศาสตราจารย์สงกรานต์ สมจันทร์ ศิษย์เก่าของภาควิชาดนตรีและศิลปะการแสดงว่า “มีเพลงโหมโรงประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งมีมาตั้งแต่ช่วงก่อตั้งสาขาวิชาดนตรีศึกษา ชื่อว่า โหมโรงบังใบอรชร” ข้อมูลนี้สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์ยงยุทธ ธีรศิลป์ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าตั้งแต่ช่วงแรกที่ผู้เขียนรับทราบเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงชื่อ “โหมโรงบังใบอรชร” นั้น เป็นเรื่องที่ศิษย์เก่าเล่าต่อ ๆ กันมาเท่านั้น ยังไม่เคยได้ยินและได้ฟังกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์ยงยุทธ ธีรศิลป์ ที่กล่าวไว้ว่า “ปัจจุบันเพลงโหมโรงดังกล่าวไม่มีผู้บรรเลงได้แล้ว” (ยงยุทธ ธีรศิลป์, สัมภาษณ์) เรื่องนี้ถูกขยายความเพิ่มเติมโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์รณชิต แม้นมาลัย ได้เล่าว่า “เพลงนี้ทราบว่ามีการต่อให้กับนักศึกษารุ่นแรกเพียงเท่านั้น และไม่ได้นำกลับมาต่ออีกเลย” (รณชิต แม้นมาลัย, สัมภาษณ์) ตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์ยุงยุทธ ธีรศิลป์ ที่เล่าว่า “หลังจากได้โน้ตเพลงมาจากคุณหญิงไพฑูรย์ เพลงโหมโรงนี้ก็ได้ต่อให้เฉพาะนักศึกษารุ่นแรกเพียงรุ่นเดียว” โดยหลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนผ่านคณาจารย์ในสาขาวิชาดนตรีศึกษาที่นายยงยุทธ ธีรศิลป์ นายทวีศักดิ์ ปิ่นทอง และอาจารย์รุ่นแรกคนอื่น ๆ ได้แยกย้ายกลับไปยังสาขาวิชาประจำของตนเอง หลังจากการก่อตั้งภาควิชาดนตรีศึกษาสำเร็จ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ชื่อ “โหมโรงบังใบอรชร” เพลงที่ถูกเล่าว่าเป็นเพลงโหมโรงประจำสาขาวิชาดนตรีศึกษา วิทยาลัยครูเชียงใหม่จึงหลงเหลือเพียงเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าต่อ ๆ กันมา ประหนึ่งว่าเป็นตำนานของสาขาวิชาที่ไม่เคยมีใครได้ยินมากว่า ๔๕ ปี