เพลงบังใบอรชร: ปริศนาเพลงเถาที่เกือบเป็นโหมโรง


บางส่วนสำเนาต้นฉบับโน้ตเพลงบังใบอรชร เถา ต้นฉบับลายพระหัตถ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต



ตลอดเวลากว่า ๔๕ ปี เพลงโหมโรงบังใบอรชร เป็นเพียงเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งบทเพลงนี้เคยถูกบรรเลงเป็นเพลงโหมโรงประจำสาขาวิชาดนตรีศึกษา วิทยาลัยครูเชียงใหม่ ชื่อเพลงบังใบอรชรจึงมีความน่าสนใจถึงที่มาตลอดจนรูปแบบการประพันธ์ การปรากฏชื่อเป็นร่องรอยสำคัญที่อาจนำมารื้อฟื้นกลับมาบรรเลงอีกครั้งได้ และนี้คือที่มาของการค้นคว้าศึกษาเพื่อทั้งคลายข้อสงสัยและนำบทเพลงที่เงียบหายไปกว่า ๔๕ ปี กลับมาบรรเลงอีกครั้ง
          สำหรับชื่อ “เพลงบังใบ” เป็นเพลงไทยของเก่า อัตรา ๒ ชั้น หน้าทับสองไม้ นิยมใช้ขับร้องในโขนละครและปรากฏชื่อบรรจุรวมในตับมโหรีเรื่องบังใบ (ดำรงราชานุภาพ, ๒๕๖๓, หน้า ๑๔) เป็นเพลงที่รู้จักกันดีและมักนิยมนำมาใช้ขับร้องในวาระต่าง ๆ เพลงนี้ถูกบรรจุลงในตับวิวาห์พระสมุทรของพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่แพร่หลายและบรรเลงกันอย่างกว้างขวางด้วย ขณะเดียวกันเพลงบังใบยังถูกนำไปขยายและตัดลงครบเป็นเพลงเถา โดยทางที่นิยมบรรเลงแพร่หลายคือจางวางทั่ว พาทยโกศล ซึ่งนิยมบรรเลงรับร้องแสดงทักษะฝีมือกันทั้งในวงปี่พาทย์เสภาและวงอื่น ๆ เพลงบังใบเองจึงเป็นที่รู้จักกันดีในวงการดนตรีไทย ในลักษณะที่ต่างไปสำหรับชื่อ “บังใบอรชร” แล้ว แทบไม่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากนัก ชื่อเพลงบังใบอรชรนี้เป็นชื่อที่ปรากฏในเอกสารเก่าว่าเคยถูกใช้บรรเลงในวาระต่าง ๆ โดยเฉพาะชื่อบังใบอรชร เถา ปรากฏในรายชื่อบทเพลงของบ้านพาทย์โกศลที่เคยใช้บรรเลงออกวิทยุด้วย
          ด้วยความที่ไม่รู้จักแพร่หลายของเพลงบังใบอรชร หากแต่ชื่อเพลงยังปรากฏในเอกสารโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสำนักดนตรีไทยบ้านพาทย์โกศลที่หนึ่งในเพลงที่นิยมบรรเลงในวงกว้างคือเพลงบังใบ เถา ของจางวางทั่ว พาทยโกศล ทำให้ในแวดวงนักดนตรีไทยมักเข้าใจกันว่าชื่อเพลงบังใบอรชรนั้นเป็นชื่อเต็มของเพลงบังใบ ความเชื่อนี้แพร่หลายมากเพราะเพลงยังใบอรชรในปัจจุบันนั้นแทบไม่มีผู้บรรเลงได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเคยได้ยินชื่อเพลงบังใบอรชรนี้ครั้งหนึ่ง จากครูสำราญ เกิดผล (ศิลปินแห่งชาติ) ได้เล่าให้ฟังว่า “ที่บ้านครูจางวางทั่ว พาทยโกศล ยังมีเพลงบังใบอีกเพลงหนึ่ง ชื่อว่า “บังใบอรชร” เป็นเพลงหน้าทับปรบไก่” ด้วยความที่ช่วงเวลาดังกล่าวผู้เขียนยังเป็นเด็กจึงไม่ได้สนใจจะถามต่อมากนัก ได้แต่เพียงจดจำคำบอกเล่าของครูไว้ กระทั่งมาทำงานที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่จึงได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงบังใบอรชรนี้อีกครั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นร่องรอยอย่างดีสำหรับการค้นคว้า
          ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นต้นมาผู้เขียนจึงเริ่มค้นคว้าเกี่ยวกับเพลงบังใบอรชรและโหมโรงบังใบอรชรที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ทำให้ทราบว่าเพลงบังใบอรชร เถา นั้นปรากฏเป็นหนึ่งในชุดโน้ตเพลงที่ครูสำราญ เกิดผลได้บันทึกไว้ในรูปแบบโน้ตเพลงดนตรีตะวันตก แต่ยังไม่ได้ต่อให้ใครบรรเลงและไม่ปรากฏโน้ตลายมือโบราณดังเพลงอื่น ๆ ขณะที่การค้นคว้าที่เชียงใหม่ทราบว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์รณชิต แม้นมาลัย เคยได้ค้นคว้าไว้แล้วก่อนหน้าแต่ยังไม่ได้มีการเผยแพร่และศึกษาต่อ โดยได้ค้นพบโน้ตเพลงต้นฉบับได้ขอทำสำเนาโน้ตเพลงจากนักศึกษาสาขาวิชาดนตรีศึกษา วิทยาลัยครูเชียงใหม่รุ่นแรก (รณชิต แม้นมาลัย, สัมภาษณ์) ซึ่งที่มาโน้ตเพลงบังใบอรชรฉบับนี้ได้ข้อมูลจากคำสัมภาษณ์
อาจารย์ยงยุทธ ธีรศิลป์ ว่าได้ขอให้คุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ ทำเพลงโหมโรงสำหรับสาขาวิชาดนตรีศึกษา วิทยาลัยครูเชียงใหม่ขึ้นมา โดยผ่านอาจารย์ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง ซึ่งตามเครือญาติแล้วมีศักดิ์เป็นหลานของคุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ[1] และคุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ ได้มอบโน้ตต้นฉบับให้อาจารย์ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง ไปสำเนาไว้ โดยโน้ตต้นฉบับเป็นลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วร
พินิต ซึ่งอาจารย์ยงยุทธ ธีรศิลป์ กล่าวต่อว่าคุณหญิงไพฑูรย์ บอกพร้อมกับส่งโน้ตให้อาจารย์ทวีศักดิ์ ในพิธีไหว้ครูที่บ้านพาทยโกศลว่า “เพลงได้เตรียมไว้แล้ว แต่ยังไม่มีเวลาได้ทำ” (ยงยุทธ ธีรศิลป์, สัมภาษณ์)
          จากข้อมูลทั้งหมดนี้ทำให้เห็นร่องรอยและที่มาของบทเพลงดังกล่าวอย่างชัดเจนและยืนยันว่า ๑. เพลงบังใบอรชรที่แทบไม่มีผู้ใดบรรเลงได้แล้วนั้นเป็นคนละบทเพลงกับเพลงบังใบ ๒. การเปรียบเทียบระหว่างสำเนาโน้ตเพลงบังใบอรชรที่วิทยาลัยครูเชียงใหม่กับโน้ตเพลงของครูสำราญ เกิดผล มีความตรงกัน ๓. ในโน้ตเพลงบังใบอรชรทั้ง ๒ ฉบับ มีสังคีตลักษณ์เป็นเพลงเถา ไม่ใช่เพลงโหมโรง
          ข้อมูลที่มานั้นชัดเจนแล้วว่าเพลงบังใบอรชรนั้นมีจริงและปรากฏโน้ตหลงเหลืออยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่กับโน้ตเพลงของครูสำราญ เกิดผล เท่านั้น อย่างไรก็ตาม จากเรื่องเล่าที่กล่าวว่าเป็นเพลงโหมโรงประจำสาขาวิชาดนตรีศึกษา วิทยาลัยครูเชียงใหม่นั้น หากพิจารณาเรื่องราวแล้วจะพบว่า เพลงบังใบอรชรนี้ยังไม่ได้สำเร็จเป็นเพลงโหมโรงตามสังคีตลักษณ์แต่อย่างใด หากแต่ถูกนำมาบรรเลงตามแบบดั้งเดิมในลักษณะเพลงเถา ด้วยเพราะเพลงดังกล่าวยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ดังที่คุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรณได้กล่าวไว้ตอนมอบสำเนาโน้ตเพลงไว้ว่าได้ “เตรียมเพลงไว้แล้ว แต่ยังไม่มีเวลาได้ทำ” ซึ่งสอดคล้องกับในโน้ตเพลงทั้งฉบับของครูสำราญ เกิดผล กับที่วิทยาลัยครูเชียงใหม่ ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าเป็น “เพลงบังใบอรชร เถา” และมีข้อความกำกับไว้ท้ายเพลงว่าให้ “ลงลูกหมดธรรมดา”
          ทั้งหมดนี้จึงกล่าวได้ว่าปริศนาที่มาและการดำรงอยู่ในสารระบบเพลงไทยของเพลงบังใบอรชรนั้นมีอยู่จริง หากแต่เพลงนี้ซึ่งมีการวางไว้ว่าจะใช้เป็นเพลงโหมโรงประจำสถาบันของสาขาวิชาดนตรีศึกษา วิทยาลัยครูเชียงใหม่ นั้นกระบวนการประพันธ์ยังไม่เสร็จสิ้นและยังคงเป็นเพลงเถามาจนกระทั่งปัจจุบัน โหมโรงบังใบอรชร จึงเป็นเพียงเรื่องเล่าในฐานะเพลงโหมโรง หากแต่ในความเป็นจริงบังใบอรชรเป็น “เพลงเถา” ที่ครั้งหนึ่งเกือบเป็นเพลงโหมโรง ซึ่งเคยบรรเลงครั้งสุดท้ายเมื่อ ๔๕ ปีก่อน ที่วิทยาลัยครูเชียงใหม่และยังคงถูกเก็บรักษาไว้ในโน้ตเพลงที่ฉบับหนึ่งเขียนขึ้นเป็นโน้ตเพลงตะวันตกจากการเรียนเพลงนี้ของครูสำราญ เกิดผล ขณะที่สำเนาต้นฉบับลายมือของเก่ายังคงถูกเก็บรักษาไว้ที่เชียงใหม่ที่รอวันรื้อฟื้นกลับมาบรรเลงอีกครั้ง


[1] อาจารย์ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นบุตรครูอัญชัน ปิ่นทอง ซึ่งครูอัญชัน ปิ่นทองเป็นบุตรีของครูรอด อักษรทับ กับครูชั้น อักษรทับ โดยครูชั้น สกุลเดิมคือ “สุนทรวาทิน” มีศักดิ์เป็นหลานของจางวางทั่ว พาทยโกศล