
กลองปู่เจ่ ในวิถีชีวิตชาวไทยใหญ่ งานพิธีที่วัดกู่เต้า อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ตามภาพรวมแนวคิดการประพันธ์เพลงข้อ ๔. ที่กล่าวว่า “เพลงโหมโรงฉลองศตวรรษราชภัฏเชียงใหม่แสดงถึงตัวตนของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ที่ประกอบด้วยความหลากหลาย ความเป็นล้านนา และสร้างความภาคภูมิใจในมหาวิทยาลัย ภายใต้โครงสร้างของบทเพลงไทยแบบแผนราชสำนัก” ทำให้นอกเหนือจากการเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารเกี่ยวกับหลักการประพันธ์เพลงในดนตรีไทยแบบแผนราชสำนักแล้ว ยังจำเป็นต้องเก็บรวมรวมข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลาย ความเป็นล้านนา และเสียงของท้องถิ่น อันสอดคล้องกับปรัชญาของมหาวิทยาลัยที่ “มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” และที่ตั้งของมหาวิทยาลัย โดยได้มีการลงพื้นที่เก็บรวมรวมข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจด้านข้อมูล และความเข้าใจเกี่ยวกับเสียงของท้องถิ่นที่สัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ทั้งในภาพรวมเกี่ยวกับจังหวัดเชียงใหม่ อัตลักษณ์คนเมือง และเสียงดนตรีในมหาวิทยาลัยราชเชียงใหม่และพื้นที่โดยรอบทั้งในศูนย์เวียงบัวและศูนย์แม่ริม
เกี่ยวกับเชียงใหม่
จังหวัดเชียงใหม่” มีที่ตั้งบริเวณภาคเหนือของประเทศไทยปัจจุบัน เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีพลวัตทางสังคมที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตในฐานะศูนย์กลางสำคัญหนึ่งของอาณาจักรล้านนา ซึ่งความสืบเนื่องดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เชียงใหม่มีประชากรและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญด้วย
บริเวณที่ตั้งจังหวัดเชียงใหม่ปัจจุบันยังคงเป็นพื้นที่ที่มีพัฒนาการทางสังคมยาวนานต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงการตั้งเมืองเมื่อ ๗๒๘ ปีก่อน ครอบคลุมเชิงดอยสุเทพจรดที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง ขณะที่อาณาเขตการปกครองปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ ๒๐,๑๐๗.๐๕๗ ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัดที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แบ่งการปกครองเป็น ๒๕ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอหางดง อำเภอแม่แตง อำเภอสารภี อำเภอสันกำแพง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอเชียงดาว อำเภอสันทราย อำเภอฝาง อำเภอฮอด อำเภออมก๋อย อำเภอพร้าว อำเภอแม่ริม อำเภอสะเมิง อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอสันป่าตอง อำเภอแม่อาย อำเภอดอยเต่า อำเภอเวียงแหง อำเภอไชยปราการ อำเภอแม่วาง อำเภอดอยหล่อ อำเภอแม่ออน และอำเภอกัลยานิวัฒนา ด้วยอาณาเขตที่กว้างใหญ่ทำให้ครอบคลุมภูมิประเทศที่หลากหลายตั้งแต่ราบลุ่มแม่น้ำปิงไม่ไกลจากเชิงดอยสุเทพในตอนกลางของจังหวัด ที่พื้นที่ราบนี้มีขนาดใหญ่ตั้งอยู่ภายในหุบเขา
ป่าเบ็ญจพรรณ ป่าแพะ (ป่าแดง) หนาแน่น ป่าดิบภูเขา บนภูเขาหรือยอดดอยสูงพบป่าสนภูเขากระจายทั่วไปด้วย
จากขนาดของที่ตั้งและความเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ทำให้พื้นที่แห่งนี้ กอปรไปด้วยจำนวประชากรจำนวนมาก ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยประชากรหลักเป็นกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า “คนเมือง” ซึ่งหมายถึงคนท้องถิ่นที่นับรวมคนหลากชาติพันธุ์ที่ใช้ชีวิตในวิถีวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ไว้ด้วยกัน (ธเนศวร์ เจริญเมือง, ๒๕๕๔, หน้า ๕ – ๒๓) นอกจากนี้ประชากรอีกส่วนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่างกันทางวัฒนธรรม
บริเวณที่ตั้งจังหวัดเชียงใหม่ปัจจุบันยังคงเป็นพื้นที่ที่มีพัฒนาการทางสังคมยาวนานต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงการตั้งเมืองเมื่อ ๗๒๘ ปีก่อน ครอบคลุมเชิงดอยสุเทพจรดที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง ขณะที่อาณาเขตการปกครองปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ ๒๐,๑๐๗.๐๕๗ ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัดที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แบ่งการปกครองเป็น ๒๕ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอหางดง อำเภอแม่แตง อำเภอสารภี อำเภอสันกำแพง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอเชียงดาว อำเภอสันทราย อำเภอฝาง อำเภอฮอด อำเภออมก๋อย อำเภอพร้าว อำเภอแม่ริม อำเภอสะเมิง อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอสันป่าตอง อำเภอแม่อาย อำเภอดอยเต่า อำเภอเวียงแหง อำเภอไชยปราการ อำเภอแม่วาง อำเภอดอยหล่อ อำเภอแม่ออน และอำเภอกัลยานิวัฒนา ด้วยอาณาเขตที่กว้างใหญ่ทำให้ครอบคลุมภูมิประเทศที่หลากหลายตั้งแต่ราบลุ่มแม่น้ำปิงไม่ไกลจากเชิงดอยสุเทพในตอนกลางของจังหวัด ที่พื้นที่ราบนี้มีขนาดใหญ่ตั้งอยู่ภายในหุบเขา
ป่าเบ็ญจพรรณ ป่าแพะ (ป่าแดง) หนาแน่น ป่าดิบภูเขา บนภูเขาหรือยอดดอยสูงพบป่าสนภูเขากระจายทั่วไปด้วย
จากขนาดของที่ตั้งและความเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ทำให้พื้นที่แห่งนี้ กอปรไปด้วยจำนวประชากรจำนวนมาก ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยประชากรหลักเป็นกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า “คนเมือง” ซึ่งหมายถึงคนท้องถิ่นที่นับรวมคนหลากชาติพันธุ์ที่ใช้ชีวิตในวิถีวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ไว้ด้วยกัน (ธเนศวร์ เจริญเมือง, ๒๕๕๔, หน้า ๕ – ๒๓) นอกจากนี้ประชากรอีกส่วนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่างกันทางวัฒนธรรม
เสียงท้องถิ่น สำเนียงคนเมือง ดนตรีรอบมหาวิทยาลัย
จากที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ทั้งที่ศูนย์เวียงบัวและศูนย์แม่ริมต่างรายล้อมด้วยชุมชนที่ประชากรหลักคือคนเมือง ซึ่งมีวัฒนธรรมดนตรีเฉพาะของคนเอง ซึ่งคำว่า “คนเมือง” นี้ ไม่ได้หมายถึงชาติพันธุ์หากแต่เป็นคำจำแนกกลุ่มคนที่เริ่มจากเมืองเชียงใหม่ โดยมุ่งชี้ถึงความเป็นคนท้องถิ่นของชาวไทยยวนเป็นหลัก กระนั้น ก็แฝงไว้ด้วยนัยยะเชิงวัฒนธรรมที่ไม่อาจจำเพาะได้เพียงกลุ่มชนเดียว แต่ “คนเมืองอาจเป็นกลุ่มชนที่มีการกลืนกลายและผสมกลมกลืนกันทางวัฒนธรรม” (สงกรานต์ สมจันทร์, ๒๕๕๙ หน้า ๒๖) สร้างอัตลักษณ์ของคนท้องถิ่นในฐานะชาวล้านนาที่แสดงให้เห็นความต่างจากคนไทย (กรุงเทพฯ) คนลาว คนเมืองจึงเป็นคำที่มีความหมายทางวัฒนธรรมที่คนหลากชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันในท้องถิ่น อันแสดงให้เห็นความเป็นหนึ่งเดียวทางวัฒนธรรม
เสียงของคนเมืองจึงเป็นเสียงสำคัญที่แสดงออกให้เห็นถึงความเป็นท้องถิ่น
โดยความเป็นคนเมืองนี้สัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับการนิยามตนเองว่าเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมล้านนา เป็นคนล้านนาผู้ใช้และเปลี่ยนผ่านไปพร้อม ๆ กับวัฒนธรรมล้านนาในเชียงใหม่ จากการเก็บข้อมูลเสียงชุมชนท้องถิ่นภาคสนามในพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ทั้งศูนย์เวียงบัวและศูนย์แม่ริม พบว่าภาพของเสียงท้องถิ่นที่สะท้อนผ่านคนเมืองในพื้นที่คือดนตรีในกลุ่ม “ดนตรีล้านนา” ที่ผูกพันและเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะวงดนตรีสะล้อ ซอ ซึง วงแห่พาทย์เมือง การขับซอ และวงกลองชนิดต่าง ๆ
โดยจากข้อมูลเสียงที่เก็บรวบรวมมาวิเคราะห์การใช้เสียงเหล่านี้เป็นภาพลักษณ์ตัวแทนแสดงความเป็นท้องถิ่นล้านนาในบทการประพันธ์เพลงโหมโรงฉลองศตวรรษราชภัฏเชียงใหม่ ปรากฏข้อมูลสำคัญ ดังนี้
๑. การประโคมวงกลองชนิดต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต และเป็นเสียงสำคัญของผู้คนทั้งการเฉลิมฉลองและพิธีกรรม โดยได้นำเอาจังหวะกลองและเสียงกลอง ๔ ชนิด เข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของบทเพลง ได้แก่ ๑. กลองตึ่งโนง ๒. กลองมองเซิง ๓. กลองป่งโป้ง – กับกลองเต่งถิ่ง ๔. กลองสะบัดชัย
๒. สำเนียงการบรรเลงวงสะล้อ ซอ ซึง และการขับซอ ที่มีความโดดเด่น อ่อนหวานชัดเจน ใช้สำเนียงในการบรรเลงวงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการประพันธ์ทำนองเพลง
๓. บทเพลงปราสาทไหวเป็นเพลงสำคัญของดนตรีล้านนา เป็นเพลงแรกสำหรับการบรรเลง และนับกันว่าเป็นเพลงครูที่นักดนตรีล้านนาทุกคนต้องสามารถบรรเลงได้ จึงนำเพลงปราสาทไหวมาใช้เป็นหนึ่งเพลงมูลฐานสำหรับการประพันธ์
เสียงของคนเมืองจึงเป็นเสียงสำคัญที่แสดงออกให้เห็นถึงความเป็นท้องถิ่น
โดยความเป็นคนเมืองนี้สัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับการนิยามตนเองว่าเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมล้านนา เป็นคนล้านนาผู้ใช้และเปลี่ยนผ่านไปพร้อม ๆ กับวัฒนธรรมล้านนาในเชียงใหม่ จากการเก็บข้อมูลเสียงชุมชนท้องถิ่นภาคสนามในพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ทั้งศูนย์เวียงบัวและศูนย์แม่ริม พบว่าภาพของเสียงท้องถิ่นที่สะท้อนผ่านคนเมืองในพื้นที่คือดนตรีในกลุ่ม “ดนตรีล้านนา” ที่ผูกพันและเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะวงดนตรีสะล้อ ซอ ซึง วงแห่พาทย์เมือง การขับซอ และวงกลองชนิดต่าง ๆ
โดยจากข้อมูลเสียงที่เก็บรวบรวมมาวิเคราะห์การใช้เสียงเหล่านี้เป็นภาพลักษณ์ตัวแทนแสดงความเป็นท้องถิ่นล้านนาในบทการประพันธ์เพลงโหมโรงฉลองศตวรรษราชภัฏเชียงใหม่ ปรากฏข้อมูลสำคัญ ดังนี้
๑. การประโคมวงกลองชนิดต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต และเป็นเสียงสำคัญของผู้คนทั้งการเฉลิมฉลองและพิธีกรรม โดยได้นำเอาจังหวะกลองและเสียงกลอง ๔ ชนิด เข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของบทเพลง ได้แก่ ๑. กลองตึ่งโนง ๒. กลองมองเซิง ๓. กลองป่งโป้ง – กับกลองเต่งถิ่ง ๔. กลองสะบัดชัย
๒. สำเนียงการบรรเลงวงสะล้อ ซอ ซึง และการขับซอ ที่มีความโดดเด่น อ่อนหวานชัดเจน ใช้สำเนียงในการบรรเลงวงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการประพันธ์ทำนองเพลง
๓. บทเพลงปราสาทไหวเป็นเพลงสำคัญของดนตรีล้านนา เป็นเพลงแรกสำหรับการบรรเลง และนับกันว่าเป็นเพลงครูที่นักดนตรีล้านนาทุกคนต้องสามารถบรรเลงได้ จึงนำเพลงปราสาทไหวมาใช้เป็นหนึ่งเพลงมูลฐานสำหรับการประพันธ์

ภาพวาดวงดนตรีล้านนาบนผ้าบฎ จากการสำรวจเสียงของท้องถิ่นบริเวณรอบ
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ศูนย์แม่ริม
วัดสันป่ายาง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่