การขยายและตันทอนเพลงเป็นวิธีการประพันธ์อย่างหนึ่งที่นิยมแพร่หลายมาตั้งแต่ช่วงต้นรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา วิธีการประพันธ์ลักษณะดังกล่าวนี้นิยมขึ้นด้วยพัฒนาการดนตรีเพื่อการฟังที่ดำเนินไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาวงดนตรีสมัยรัตนโกสินทร์ที่ดนตรีไทยไม่ได้เป็นดนตรีเพื่อพิธีกรรม ดนตรีขับกล่อม และดนตรีประโคมเพื่อแสดงนัยยะอีกต่อไป หากแต่ดนตรีนั้นมีส่วนสำหรับการฟังอย่างประณีตและการแสดงรสนิยมของชนชั้นสูงของสยามในช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อการฟังและวงดนตรีพัฒนาการขึ้นการประพันธ์เพลงก็เติบโตและพัฒนาการขึ้นตามไปด้วย ดังปรากฏว่าเริ่มมีชื่อบุคคลและนักประพันธ์เพลงในดนตรีไทยทั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ครูทัด ครูแตงปี่ พระประดิษฐไพเราะ (มี ดุริยางค์กูร) ปรากฏขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ ๒๓๕๐ เป็นต้นมา และค่อย ๆ ชัดเจน ตลอดจนมีจำนวนมากขึ้น ต่างกับช่วงเวลาก่อนหน้าที่บทเพลงจำนวนมากไม่ทราบวิธีและชื่อผู้ประพันธ์มาก่อน
การเกิดขึ้นของนักประพันธ์เพลงไทยแสดงให้เห็นพัฒนาการดนตรีเพื่อการฟังที่ซับซ้อน นั่นย่อมหมายความว่าวิธีการและความเข้าใจดนตรี ณ ช่วงเวลาดังกล่าวก็กำลังเติบโตและพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะหลังการเกิดขึ้นของวงปี่พาทย์ที่นับได้เป็นเป็นวงปี่พาทย์สำหรับการฟังวงแรกคือ “วงปี่พาทย์เสภา” ที่พัฒนาขึ้นพร้อม ๆ กับขนบการเล่นเสภารับปี่พาทย์และสร้างความนิยมเพลงอัตรา ๓ ชั้น ในรูปแบบเพลงที่มีความซับซ้อนสูงทั้งเรื่องของทำนอง ทางร้อง และจังหวะขึ้นมา โดยสำหรับการประพันธ์เพลง ๓ ชั้น นอกจากมีการใช้เพลงไทยโบราณมาประพันธ์ด้วยวิธีการที่เรียกว่า “การขยาย” แล้วยังมีการนำทำนองจากดนตรีนานาชาติมาประพันธ์เป็นเพลงไทยและขยายเป็นเพลง ๓ ชั้น ใช้บรรเลงรับร้องด้วย ดังปรากฏเรื่องราวที่พระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางค์กูร) นำเค้าเพลงเบิกโรงการแสดงงิ้วมาแต่งขยายเป็นเพลง “กำสรวงสุรางค์ ๓ ชั้น” (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๙, หน้า ๑๘)
การขยายเพลงจึงเป็นวิธีการสำคัญในช่วงแรกของการพัฒนาเพลงไทยที่มุ่งเน้นไปสู่การแสดงและการฟัง เพราะการขยายเพลงนั้นช่วยให้บทเพลงที่แต่เดิมเป็นเพลงในอัตรา ๒ ชั้น มีส่วนทำนองที่กว้างขึ้นทำให้สามารถแสดงทักษะการประพันธ์และกลวิธีการบรรเลงได้ซับซ้อนมาขึ้นด้วย ในลักษณะเดียวกันเมื่อมีพัฒนาการเรื่องการขยายเพลงเกิดขึ้นในระยะเวลาต่อมาก็มีการประพันธ์ด้วยวิธีตรงกันข้ามคือทำให้ทำนองสั้นลง สร้างรสอารมณ์เพลงต่างไปจากการขยาย เรียกว่า “การตัดทอน” ซึ่งทำให้บทเพลงหนึ่ง ๆ มีครบทั้ง ๓ อัตราจังหวะและนำไปสู่การเกิดของยุคสมัยนิยมประพันธ์เพลงเถาขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวตั้งแต่ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อเนื่องถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
การขยายบทเพลงเป็นวิธีประพันธ์ด้วยการยืดทำนองออกโดยที่สัมพันธ์กับอัตราส่วนจังหวะ กล่าวคือจังหวะในดนตรีไทยประกอบด้วย
๑. จังหวะสามัญ
๒. จังหวะฉิ่ง
๓. จังหวะหน้าทับ
การขยายและตัดทอนบทเพลงเป็นรูปแบบวิธีประพันธ์บทเพลงด้วยการจัดการทำนองที่สัมพันธ์กับอัตราจังหวะของจังหวะ โดยการขยายนั้นหมายถึงการยืดขยายทำนองบทเพลง ด้วยการนำทำนองเพลงเดิมมาขยายให้อัตราจังหวะส่วนกว้างขึ้นเป็นเท่าตัวจากอัตราส่วนเดิมโดยยึดลูกตกเป็นสำคัญ (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๕, หน้า ๑๗) เมื่อขยายเสร็จเรียบร้อยแล้วลูกตกของทำนองจะมีส่วนจังหวะกว้างออกเป็นเท่าตัว อาทิ เดิมลูกตกอยู่ในห้องที่ ๒ ก็จะขยับไปอยู่ในห้องที่ ๔ เป็นต้น และเป็นเท่าตัวเช่นนี้ไปทุก ๆ ขั้นที่ขยาย โดยทำนองระหว่างลูกตกผู้ประพันธ์สามารถปรับให้เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการประดับตกแต่งหรือด้วยวิธีอื่นใดตามความเหมาะสมได้ภายใต้กฎของการขยายในอัตราเท่าตัวของจังหวะที่สัมพันธ์กับลูกตกสำคัญของเพลง ในลักษณะเดียวกัน การตัดทอนทำนองก็คือการนำทำนองเพลงเดิมมาตัดให้อัตราจังหวะส่วนหดแคบลงจากอัตราส่วนเดิมเป็นเท่าตัวโดยยึดลูกตกเป็นสำคัญ เมื่อตัดทอนเสร็จเรียบร้อยแล้วลูกตกของทำนองจะมีส่วนจังหวะแคบลงเป็นเท่าตัว ทำนองเพลงจะหดสั้นลง อาทิ เดิมลูกตกอยู่ในห้องที่ ๔ เมื่อตัดลงก็จะขยับมาอยู่ในห้องที่ ๒ เป็นต้น และจะลดลงเป็นเท่าตัวเช่นนี้ไปทุก ๆ ขั้นที่ตัดลง โดยผู้ประพันธ์สามารถปรับทำนองให้มีการเปลี่ยนแปลง ประดับตกแต่ง หรือด้วยวิธีอื่นใดตามความเหมาะสมได้ภายใต้กฎของการตัดทอนในอัตราเท่าตัวของจังหวะที่สัมพันธ์กับลูกตกสำคัญของเพลง
การเกิดขึ้นของนักประพันธ์เพลงไทยแสดงให้เห็นพัฒนาการดนตรีเพื่อการฟังที่ซับซ้อน นั่นย่อมหมายความว่าวิธีการและความเข้าใจดนตรี ณ ช่วงเวลาดังกล่าวก็กำลังเติบโตและพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะหลังการเกิดขึ้นของวงปี่พาทย์ที่นับได้เป็นเป็นวงปี่พาทย์สำหรับการฟังวงแรกคือ “วงปี่พาทย์เสภา” ที่พัฒนาขึ้นพร้อม ๆ กับขนบการเล่นเสภารับปี่พาทย์และสร้างความนิยมเพลงอัตรา ๓ ชั้น ในรูปแบบเพลงที่มีความซับซ้อนสูงทั้งเรื่องของทำนอง ทางร้อง และจังหวะขึ้นมา โดยสำหรับการประพันธ์เพลง ๓ ชั้น นอกจากมีการใช้เพลงไทยโบราณมาประพันธ์ด้วยวิธีการที่เรียกว่า “การขยาย” แล้วยังมีการนำทำนองจากดนตรีนานาชาติมาประพันธ์เป็นเพลงไทยและขยายเป็นเพลง ๓ ชั้น ใช้บรรเลงรับร้องด้วย ดังปรากฏเรื่องราวที่พระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางค์กูร) นำเค้าเพลงเบิกโรงการแสดงงิ้วมาแต่งขยายเป็นเพลง “กำสรวงสุรางค์ ๓ ชั้น” (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๙, หน้า ๑๘)
การขยายเพลงจึงเป็นวิธีการสำคัญในช่วงแรกของการพัฒนาเพลงไทยที่มุ่งเน้นไปสู่การแสดงและการฟัง เพราะการขยายเพลงนั้นช่วยให้บทเพลงที่แต่เดิมเป็นเพลงในอัตรา ๒ ชั้น มีส่วนทำนองที่กว้างขึ้นทำให้สามารถแสดงทักษะการประพันธ์และกลวิธีการบรรเลงได้ซับซ้อนมาขึ้นด้วย ในลักษณะเดียวกันเมื่อมีพัฒนาการเรื่องการขยายเพลงเกิดขึ้นในระยะเวลาต่อมาก็มีการประพันธ์ด้วยวิธีตรงกันข้ามคือทำให้ทำนองสั้นลง สร้างรสอารมณ์เพลงต่างไปจากการขยาย เรียกว่า “การตัดทอน” ซึ่งทำให้บทเพลงหนึ่ง ๆ มีครบทั้ง ๓ อัตราจังหวะและนำไปสู่การเกิดของยุคสมัยนิยมประพันธ์เพลงเถาขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวตั้งแต่ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อเนื่องถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
การขยายบทเพลงเป็นวิธีประพันธ์ด้วยการยืดทำนองออกโดยที่สัมพันธ์กับอัตราส่วนจังหวะ กล่าวคือจังหวะในดนตรีไทยประกอบด้วย
๑. จังหวะสามัญ
๒. จังหวะฉิ่ง
๓. จังหวะหน้าทับ
การขยายและตัดทอนบทเพลงเป็นรูปแบบวิธีประพันธ์บทเพลงด้วยการจัดการทำนองที่สัมพันธ์กับอัตราจังหวะของจังหวะ โดยการขยายนั้นหมายถึงการยืดขยายทำนองบทเพลง ด้วยการนำทำนองเพลงเดิมมาขยายให้อัตราจังหวะส่วนกว้างขึ้นเป็นเท่าตัวจากอัตราส่วนเดิมโดยยึดลูกตกเป็นสำคัญ (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๕, หน้า ๑๗) เมื่อขยายเสร็จเรียบร้อยแล้วลูกตกของทำนองจะมีส่วนจังหวะกว้างออกเป็นเท่าตัว อาทิ เดิมลูกตกอยู่ในห้องที่ ๒ ก็จะขยับไปอยู่ในห้องที่ ๔ เป็นต้น และเป็นเท่าตัวเช่นนี้ไปทุก ๆ ขั้นที่ขยาย โดยทำนองระหว่างลูกตกผู้ประพันธ์สามารถปรับให้เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการประดับตกแต่งหรือด้วยวิธีอื่นใดตามความเหมาะสมได้ภายใต้กฎของการขยายในอัตราเท่าตัวของจังหวะที่สัมพันธ์กับลูกตกสำคัญของเพลง ในลักษณะเดียวกัน การตัดทอนทำนองก็คือการนำทำนองเพลงเดิมมาตัดให้อัตราจังหวะส่วนหดแคบลงจากอัตราส่วนเดิมเป็นเท่าตัวโดยยึดลูกตกเป็นสำคัญ เมื่อตัดทอนเสร็จเรียบร้อยแล้วลูกตกของทำนองจะมีส่วนจังหวะแคบลงเป็นเท่าตัว ทำนองเพลงจะหดสั้นลง อาทิ เดิมลูกตกอยู่ในห้องที่ ๔ เมื่อตัดลงก็จะขยับมาอยู่ในห้องที่ ๒ เป็นต้น และจะลดลงเป็นเท่าตัวเช่นนี้ไปทุก ๆ ขั้นที่ตัดลง โดยผู้ประพันธ์สามารถปรับทำนองให้มีการเปลี่ยนแปลง ประดับตกแต่ง หรือด้วยวิธีอื่นใดตามความเหมาะสมได้ภายใต้กฎของการตัดทอนในอัตราเท่าตัวของจังหวะที่สัมพันธ์กับลูกตกสำคัญของเพลง
